ผ้า
Textiles

Wood Carving ผ้าTextiles

     

        ดินแดนล้านนา หรือภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยเป็นดินแดนที่พบว่ามีผ้าทอพื้นเมืองอยู่ค่อนข้างมากและมีความหลากหลาย ทั้งนี้เนื่องด้วยมีกลุ่มชนหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ ซึ่งแต่ละกลุ่มชนล้วนรู้จักการทอผ้าเพื่อใช้ประโยชน์ใช้สอยต่างๆ และมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละกลุ่ม ด้วยเหตุนี้ผ้าทอพื้นเมืองที่พบในดินแดนล้านนาจึงมีรูปแบบ เทคนิค และลวดลายที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่นและชาติพันธุ์  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างสรรค์ หรือภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์นั้นๆ

            ในอดีตการทอผ้าของล้านนาจะปรากฏมีอยู่ในชุมชนต่างๆ แทบทุกหมู่บ้าน เนื่องจากเครื่องนุ่งห่มเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต จึงเป็นวิถีชีวิตของสตรีชาวล้านนาที่จะต้องรู้จักวิธีการทอผ้า ซึ่งผ้าที่ชาวล้านนาทอขึ้นสำหรับใช้สอยนั้นอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ ประเภทแรก เป็นผ้าที่ทอขึ้นสำหรับใช้สอยในชีวิตประจำวัน ผ้าประเภทนี้จะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับความประณีตงดงามมากนัก เช่น ผ้าซิ่นที่ชาวบ้านใช้นุ่งสำหรับทำงาน หรืออยู่กับบ้าน มักจะเป็นซิ่นที่ทอจากผ้าฝ้ายเรียบสีเรียบๆ มีลวดลายอย่าง่าย เน้นสีพื้นเป็นหลัก หรือถ้าจะทอเป็นผ้าสำหรับตัดเสื้อที่ใช้ในชีวิตประจำวันก็จะมีลักษณะเป็นผ้าฝ้ายเนื้อหยาบเพื่อความคงทน โดยอาจมีการย้อมสีด้วยวัสดุจากธรรมชาติ เช่น ผ้าหม้อห้อมก็จะย้อมสีด้วยใบของต้นคราม เป็นต้น นอกจากเครื่องนุ่งห่มแล้ว ผ้า ยังมีหน้าที่ใช้สอยอื่นๆ เป็นต้นว่า ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม และย่าม ก็มักจะทอขึ้นอย่างเรียบๆ แต่บางท้องถิ่นจะมีการทอให้มีลวดลายและสีสันที่สวยงามบ้างก็มี

            ส่วนอีกประเภทหนึ่งนั้น เป็นผ้าที่ทอไว้ใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น ผ้าสำหรับนุ่งห่ม หรือใช้ในงานบุญ งานเทศกาล และพิธีการสำคัญๆ ซึ่งจะต้องใช้ผ้าที่มีความประณีตงดงามเป็นพิเศษ เพราะการทอผ้าประเภทนี้นอกจากการประกวดประชันกันด้านความประณีตงดงามแล้ว ยังจะต้องสอดคล้องกับความเชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณีของคนในกลุ่มชาติพันธุ์นั้นๆ ด้วย ในโอกาสพิเศษเหล่านี้ ผู้หญิงในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการทอผ้ามักจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีความประณีตงดงามเป็นพิเศษ เช่น ผ้าซิ่นที่สวมใส่อาจเป็นผ้าซิ่นตีนจกที่มีลวดลายและสีสันที่สวยงาม เพื่อแสดงฝีมือของตนเอง

            นอกจากการทอผ้าเพื่อใช้สอยโดยตรงแล้ว ชาวล้านนายังใช้ผ้า และเส้นด้ายมาทำเป็นสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ความเชื่อ และประเพณีพื้นบ้านของตนด้วย เช่น การใช้ด้ายหรือผ้าประดิษฐ์เป็นตุง หรือธงเพื่อใช้ในงานประเพณี และพิธีกรรมต่างๆ เป็นต้น

 

แหล่งผลิตผ้าทอในจังหวัดเชียงใหม่

งานผ้าและสิ่งทอ อำเภอสันป่าตอง

            วัฒนธรรมการใช้ผ้าและสิ่งทอในอำเภอสันป่าตอง มีลักษณะเฉพาะตัวและมีความพิเศษ เนื่องจากมีการผสมผสานกันทางวัฒนธรรมของชาวไทยวน ไทเขิน และไทยอง แต่จากหลักฐานที่ปรากฏในปัจจุบันพบว่า รูปแบบของผ้าและสิ่งทอส่วนใหญ่มีลักษณะใกล้เคียงกับวัฒนธรรมไทยวนมากกว่า เนื่องจากพื้นที่นี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวไทยวนมาแต่ดั้งเดิม นอกจากนี้ยังเป็นบริเวณใกล้กับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของชาวไทยวน จึงไม่น่าแปลกใจนัก หากจะพบว่าวัฒนธรรมการใช้ผ้าบางประการของชาวไทเขินและไทยอง จะถูกกลืนกลายเป็นแบบไทยวนในที่สุด

 

            ผ้าทอในอดีตของสันป่าตองมีความโดดเด่น และมีเอกลักษณ์เฉพาะที่แตกต่างจากท้องถิ่นอื่นๆ จากการวิจัยเรื่อง “การค้าและผลิตภัณฑ์ผ้าในภาคเหนือของประเทศไทยจากมุมมองทางประวัติศาสตร์” ของแคทเธอรีน เอ.โบวี ระบุว่าสันป่าตองเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตผ้าที่สำคัญของภาคเหนือ มีการค้าขายฝ้ายและไหมโดยใช้แม่น้ำปิง และแม่น้ำขานเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ สอดคล้องกับการให้ข้อมูลของชาวบ้านที่กล่าวว่าในอดีตมีการเดินทางไปค้าขาย “ระแหงแก่งสร้อย” และปากน้ำโพด้วยการล่องแพเป็นหลัก ทำให้เข้าใจได้ว่าในอดีตท้องที่สันป่าตอง คงมีการทอผ้าอย่างแพร่หลายแทบทุกครัวเรือน เพื่อประโยชน์สำหรับการใช้สอย และการส่งออกไปจำหน่ายที่อื่น โดยผ้าและสิ่งทอที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของสันป่าตองมีดังนี้

ผ้าซิ่น

ซิ่น เป็นเครื่องแต่กายที่สำคัญของหญิงไท ลักษระซิ่นแบบมาตรฐานที่พบในสันป่าตอง คือ “ซิ่นต๋า” หรือเรียกอีกอย่างว่า “ซิ่นต่อตีนต่อเอว” ตามลักษณะการเย็บผ้าพื้นสีดำหรือแดงต่อเข้าไปบริเวณส่วนบนและเชิงของซิ่น ส่วนตรงกลางหรือตัวของซิ่นเป็น “ผ้าลายต๋า” คือผ้าที่มีลายริ้วสม่ำเสมอขวางลำตัว จะมีสีต่างๆ เช่น เหลือง เขียว ชมพู และม่วง เป็นต้น ซิ่นต๋านี้มีชื่อเรียกเฉพาะเพื่อระบุรายละเอียดลงไปอีก เช่น “ซิ่นต๋ามะนาว” หมายถึง ซิ่นต๋าที่มีสีเหลืองสด “ซิ่นต๋าเหล้ม” หมายถึง ซิ่นที่มีลายต๋าขนาดใหญ่เรียงโทนสีอย่างดงาม หรือ “ซิ่นต๋าสามแลว” หมายถึง ซิ่นที่ลายต๋าเป็นริ้วสีขาวสามเส้น ซึ่งทอขึ้นที่บ้านแม่กุ้ง เป็นต้น ซิ่นต๋าที่ใช้สวมใส่ในชีวิตประจำวันจะทอขึ้นเองจากเส้นฝ้าย แต่ถ้าหากเป็นซิ่นต๋าที่ใส่ในโอกาสพิเศษ จะใช้ตัวซิ่นที่เป็นไหม และมักซื้อมาจากแหล่งอื่น เช่น อำเภอสันกำแพง เป็นต้น

ผ้าซิ่นอีกประเภทหนึ่งที่พบไม่มากนักของสันป่าตอง คือ ซิ่นตีนจก เป็นซิ่นลักษณะเดียวกับซิ่นต๋า แต่มีความพิเศษตรงที่บริเวณเชิงซิ่นจะต่อด้วยผ้าทอเทคนิค “การจก” เป็นลวดลายที่สวยงาม ซิ่นตีนจกที่พบส่วนใหญ่ของสันป่าตอง จะมีลักษณะที่คล้ายกับซิ่นของเจ้านายในเมืองเชียงใหม่ คือ นิยมจกลายให้โปร่งมองเห็นพื้นสีดำชัดเจน วัสดุที่ใช้เป็นดิ้นควั่นกับฝ้าย ไหม หรือฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ ไม่ฉูดฉาด ทอเป็นลวดลายหลักที่ประกอบด้วยลายโคมและลายประกอบขนาบอยู่ด้านบนและล่าง ที่เชิงด้านล่างสุดจะทำเป็นลายหางสะเปาสีดำล้วน ซิ่นชนิดนี้มักเป็นของผู้มีฐานะดี โดยจะมีการนุ่งซิ่นซ้อนอยู่ภายในก่อน เพื่อป้องกันการระคายเคืองจากดิ้น และเนื่องจากซิ่นชนิดนี้มีความละเอียดงดงาม มีกรรมวิธีการผลิตที่ค่อนข้างยาก จึงมักสวมใส่ในโอกาสพิเศษ และไม่นิยมซักเพราะจำทำให้เกิดการชำรุดได้ แต่จะเก็บรักษาด้วยวิธีการผึ่งแดด แล้วค่อยพับเก็บไว้ในหีบผ้า

ผ้าเช็ด

เป็นผ้ายาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ 30 เซนติเมตร ยาวประมาณ 80 – 100 เซนติเมตร ตกแต่งที่ชายทั้งสองด้านด้วยเทคนิค “การขิด” สีดำและแดงเลือดหมู อันเป็นเอกลักษณ์ของผ้าเช็ดแบบสันป่าตอง โดยทอเป็นลายรูปเรขาคณิตและลายสัตว์ต่างๆ เช่น ลายกูบย้อย ลายก๋ำปุ้งหน้อย ลายต้นดอก ลายเครือ ลายดอกต้อมล๊อม ลายนกไล่ ลายนกหัสดีลิงค์ ลายช้าง และลายม้า เป็นต้น ซึ่งลายเหล่านี้มีลักษณะที่คล้ายคลึงอย่างมากกับผ้าเช็ดของชาวไทลื้อ ไทยอง ในเขตรัฐฉาน ประเทศพม่า โดยผ้าเช็ดใช้สำหรับเป็นผ้าเช็ดหน้า และผ้าพาดไหล่ของผู้ชายเมื่อไปวัด นอกจากนี้ยังพบว่ามีธรรมเนียมที่เจ้าสาวจะมอบผ้าช็ดที่ทอเองให้กับเจ้าบ่าวในวันแต่งงาน และใช้สำหรับปิดหน้าศพด้วย ในปัจจุบันยังมีผู้ทอผ้าเช็ดอยู่ ได้แก่ นางจันทร์แสง ตาพรหม และนางฟองนวล เทวารี ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ้านต้นแหนหลวง โดยยังคงเป็นการทอผ้าลายแบบดั้งเดิมอยู่ แต่ได้เพิ่มความยาวของผ้าเพื่อปรับใช้เป็นผ้าสไบของผู้หญิง

ผ้าหลบ

หมายถึงผ้าที่ใช้ปูที่นอน มีหน้ากว้างประมาณ 30 – 40 เซนติเมตร เย็บสองผืนต่อกันตรงกลาง เพื่อให้สามารถปูบนสะลี (ฟูก หรือที่นอน) ได้ โดยทั่วไปเป็นผ้าฝ้ายสีขาวทอด้วยเทคนิคขัดสานแบบธรรมดา ที่เชิงด้านหนึ่งทอตกแต่งเทคนิคการขิดสีดำและแดงเลือดหมูเป็นลวดลายต่างๆ เช่น ลายก๋ำปุ้งหลวง ลายเครือ ลายนก ลายกูบย้อยหรือเสาโขง และลายเหลียวปิด เป็นต้น ลายบางลายมีลักษระที่คล้ายคลึงกับที่ทอบนผ้าเช็ด แต่ผ้าหลบจะไม่นิยมทอลายช้าง ลายม้า ปัจจุบันไม่มีการใช้ผ้าหลบแบบดั้งเดิมอีกต่อไปแล้ว แตยังสามารถพบได้ในเกือบทุกๆบ้าน ที่เก็บรักษาไว้ตามความเคยชินในอดีต

ผ้าห่ม

ผ้าห่มแบบดั้งเดิมของชาวสันป่าตอง เรียกว่า “ผ้าห่มลายแซง” หรือ “ผ้าห่มแซงแดง” ตามลักษณะที่เห็นได้ชัดเจน คือ เป็นลายริ้วสีแดงขนาดเล็กบนพื้นขาวซึ่งเกิดจากการขึงเส้นยืน รูปแบบของผ้าห่มชนิดนี้จะนำผ้าหน้าแคบขนาดยาวสองผืนมาเย็บต่อกันตรงกลาง แล้วเย็บที่ชายผ้าทั้งสองด้านให้ติดกันคล้ายผ้าซิ่น ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยให้ผ้าห่มมีความหนาเพิ่มขึ้น ในฤดูหนาวหากต้องการให้มีความอบอุ่นมากยิ่งขึ้น ก็จะใช้ปุยฝ้ายที่ตีแล้วมาคลี่แผ่เป็นผืนกว้างเย็บต่อกันเป็นผืนแล้วนำเอามายัดเข้าไปในผ้าห่ม โดยจะเรียกผ้าห่มแบบนี้ว่า “ผ้านวม” หรือ “ผ้าลวม” ใช้ในเวลานอนตอนกลางคืนโดยเฉพาะ ส่วนผ้าห่มลายแซงนั้นนอกจากจะใช้ห่มนอนแล้ว ยังสามาถนำมาห่มในเวลากลางวันได้อีกด้วย

หมอน

หมอนที่ปรากฏในเขตอำเภอสันป่าตอง สามารถแบ่งได้สองประเภท คือ หมอนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และหมอนที่ใช้สำหรับเป็นเครื่องประกอบพิธีกรรม โดยหมอนสำหรับใช้นอนในชีวิตประจำวันจะเป็นหมอนขนาดกะทัดรัด เรียกว่า “หมอนหก” อันเนื่องมาจากลักษณะการเย็บที่แบ่งพื้นที่ยัดนุ่นออกเป็นหกช่อง ตกแต่งที่หน้าหมอนทั้งสองด้านด้วยการจกหรือขิด นิยมใช้ลายดอกจัน และลายก๋ำปุ้งหลวงเป็นหลัก ส่วนหมอนที่ใช้ในพิธีกรรมจะมีลักษระที่พิเศษกว่าหมอนทั่วไป ปรากฏอยู่ 3 แบบ ได้แก่ หมอนเก้า หมอนผา ซึ่งเป็นหมอนรูปสามเหลี่ยม และหมอนปล่อง ซึ่งเป็นหมอนรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่เย็บเป็นช่องๆ สำหรับยัดนุ่น โดยเว้นตรงกลางไว้ให้เป็นช่องว่าง และมีหมอนกลมอีกลูกหนึ่งยัดเข้าไปตรงกลาง หมอนทั้งสามแบบนี้จะประดับตกแต่งอย่างงดงามที่หน้าหมอน ด้วยการปักแล่งเงินแล่งทองลงบนผ้ากำมะหยี่สีเข้ม สำหรับใช้ในการประกอบพิธีกรรมและโอกาสพิเศษ เช่น งานบวช งานแต่งงาน หรือทำถวายเป็นพุทธบูชา เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ใช้พิงเวลานั่งบนอาสนะ

ถุงย่าม

ถุงย่าม หรือถุงปื๋อ เป็นถุงที่เย็บขึ้นจากแถบผ้าฝ้ายสองชิ้น ชิ้นที่มีขนาดยาวใช้ทำเป็นหูสะพาย ส่วนชิ้นที่มีขนาดสั้นกว่าใช้ทำเป็นพื้นที่ใส่ของตรงกลางถุง โดยถุงย่ามของชาวสันป่าตองนิยมทอผ้าให้เป็นลายริ้วสีดำบนพื้นขาว หรือทอเป็นริ้วสีเขียวบนพื้นสีแดง อาจมีการเย็บซ้อนด้านในด้วยผ้าสีขาว เพื่อให้ถุงมีความหนาและแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ใช้สำหรับใส่สัมภาระเวลาเดินทางออกนอกบ้านทั้งใกล้และไกล

            จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมการใช้ผ้าและสิ่งทอของชาวสันป่าตองมีลักษระที่คล้ายคลึงกับคนเมืองโดยทั่วไปในดินแดนล้านนา แม้ว่าในเขตอำเภอสันป่าตองจะมิได้มีประชากรซึ่งประกอบด้วยชาวไทยวนเพียงกลุ่มเดียว แต่ยังมีชาวไทเขินและไทยอง ซึ่งได้รับเอาวัฒนธรรมการใช้ผ้าจากคนเมือง และถูกกลืนกลายเป็นคนเมืองในที่สุด อย่างไรก็ตามยังสามารถสังเกตลักษณะลักษณะดั้งเดิมของชาวไทเขิน ไทยองได้จากลวดลายบนผ้าเช็ด ที่ยังคงมีการรักษารูปแบบการใช้งานมาได้อย่างต่อเนื่อง อันสะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานกันระหว่างสองวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน

 

งานผ้าและสิ่งทอบ้านกาด อำเภอสันกำแพง

           อำเภอสันกำแพงเป็นแหล่งที่มีการทอผ้ามาตั้งแต่อดีต กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไทยวนที่เรียกตนเองว่า “คนเมือง” ไทลื้อ ไทยอง ไทเขิน ที่อยู่ในชุมชนต่างๆ ในเขตอำเภอสันกำแพงล้วนมีฝีมือในการทอผ้าด้วยกี่แบบพื้นเมืองที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ นอกจากผ้าพื้นแล้วลวดลายที่ทอในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์จะแตกต่างกันออกไป สำหรับผ้าฝ้ายที่ทอกันในแต่ละครัวเรือนนั้น จะทอเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันเป็นส่วนใหญ่ คือใช้สำหรับเป็นเครื่องนุ่งห่ม เช่น ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า โสร่ง และถุงย่าม หรือเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น ผ้าปูที่นอน ผ้าห่มนอน รวมทั้งมีการทอและย้อมจีวรสำหรับถวายพระภิกษุสงฆ์ และผ้าที่ใช้ในพิธีกรรมด้วย เช่น ตุง และผ้าห่อคัมภีร์ เป็นต้น โดยฝ้ายนั้นจะมีปลูกในบางท้องที่ และจะมีการปั่นฝ้ายใช้เองในทุกครัวเรือน เส้นฝ้ายที่ใช้ทอชนิดนี้เรียกว่า “ฝ้ายเมือง”

สำหรับการทอผ้าไหมในเขตอำเภอสันกำแพงนั้นเริ่มขึ้นเมื่อราวพ.ศ. 2453 – 2454 ที่บ้านกาด พร้อมกับการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของนายอากรเส็ง ชินวัตร ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการที่บ้านกาด อำเภอสันกำแพงได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมที่สำคัญในเวลาต่อมา เนื่องจากนายอากรเส็งได้เริ่มลงทุนค้าผ้าไหมโดยจ้างชาวบ้านทอ และมีนายเชียงบุตรชายเป็นผู้ช่วย ในช่วงแรกเป็นการค้าช้างและม้าต่างวัวต่าง ระหว่างเชียงใหม่กับพม่า           ต่อมามีการนำไหมดิบจากพม่าเข้ามา แล้วนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตผ้าซิ่น ส่งกลับไปขายให้กับชาวพม่า จึงถือได้ว่าตระกูลชินวัตรเป็นผู้ริเริ่มกิจการทอผ้าไหม ที่มีการจ้างแรงงานเป็นรายแรกของสันกำแพง และน่าจะตามมาด้วยกลุ่มตระกูลพรหมชนะ และตระกูลเพียรสกุล ซึ่งกิจการทอผ้าไหมของทั้งสามตระกูลนี้มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันหลายประการ นับตั้งแต่การคัดเลือกคนมาทำงาน การแบ่งงาน การตลาด รวมไปถึงรูปแบบและลวดลายของผ้า แม้ว่าจะมีการพยายามที่จะออกแบบลวดลายและสีสันแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยมีรูปแบบที่โดดเด่นของผ้าแต่ละประเภท ดังนี้

ผ้าซิ่น

ผ้าซิ่นนั้นมีทั้งที่เป็นผ้าพื้น หรือที่เรียกว่า “ผ้าด้าน” คือผ้าไหมที่ใช้เส้นไหมพุ่งสีเดียวทอตลอดกันไปทั้งผืน ไม่มีดอกดวงหรือลวดลายอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีผ้าซิ่นหางกระรอก หรือซิ่นไก เพราะใช้วิธีทอแบบปั่นไก คือเอาเส้นไหมสีต่างกันมาเป็นสีๆ ให้เข้ากันแล้วทอ ลายทอของผ้าซิ่นแต่เดิมนั้นมีทั้งซิ่นตาลายขวาง มีอยู่หลายแบบ เช่น ลายเต็มตัว ลายสองแลว ลายสามแลว และลายห้าแลว เป็นต้น และซิ่นลายทางลง เช่น ลายตาล่อง และลายตาแซง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี ซิ่นยกหลาบ เป็นซิ่นพื้นดำมีลายเป็นทางลงสีขาว และซิ่นกลาง ซึ่งตรงกลางมีสีออกดำ ก็จะนำเอาผ้าแดงไปย้อมมะเกลือมาทอต่อออกทั้งข้างล่างและข้างบน

ผ้าโสร่ง

ผ้าโสร่งนั้นจะมีทั้งการทอแบบปั่นไก และทอเป็นลายตาหมากรุก หรือที่เรียกว่า “ลายตาตอบ” โดยสลับสีต่างๆ ให้งดงามตามแต่จินตนาการของผู้ทอ โดยชาวบ้านผู้ชายมักจะนิยมนุ่งโสร่งไหมเวลาไปงาน

ผ้าขาวม้า

ผ้าขาวม้าส่วนมากนั้นจะทอสำหรับใช้เองไม่ได้มีไว้ขาย โดยเป็นธรรมเนียมของคนเฒ่าคนแก่ในสมัยโบราณจะทอเตรียมไว้ให้ลูกหลานเวลาศึกจากการบวชพระ ซึ่งผ้าขาวม้าที่เป็นไหมนี้จะมีทอเฉพาะในหมู่ของผู้มีฐานะเท่านั้น ส่วนชาวบ้านทั่วไปจะใช้ผ้าขาวม้าที่ทอจากฝ้ายแทน

รูปแบบและลวดลายที่กล่าวมานี้เป็นแบบโบราณที่ชาวสันกำแพงในอดีตเคยใช้กันอยู่จริง ก่อนที่จะมีการพัฒนาและคิดค้นลายใหม่ๆ ในเวลาต่อมา หรือรับอิทธิพลลวดลายของท้องถิ่นอื่น เช่น ลายยกดอกแบบลำพูน หรือลายเกล็ดเต่าแบบไทลื้อ เป็นต้น