เครื่องปั้นดินเผา
Pottery

Wood Carving เครื่องปั้นดินเผาPottery

งานเครื่องปั้นดินเผาและงานหล่อ เครื่องปั้นดินเผา เป็นคำนามที่มีความหมายถึง การเอาดินมาปั้นแล้วเผา มีความหมายตรงตัวกล่าวคือ เป็นภาชนะที่เกิดจากการนำดินเหนียวมาปั้นขึ้นรูปทรงภาชนะแล้วนำไปเผาไฟ ซึ่งคุณสมบัติของดินโดยเฉพาะดินเหนียวนี้ สามารถอุ้มน้ำได้ดี เมื่อผสมกับน้ำจะทำให้ดินมีความเหนียวและสามารถปั้นหรือขึ้นรูปเป็นภาชนะ โดยไม่ต้องเพิ่มเติมวัสดุอื่น จากนั้นนำดินที่ขึ้นรูปแล้วมาเผาให้เกิดความร้อน ดินซึ่งมีส่วนประกอบของผลึกในตระกูล Alumina silicate จะมีการเปลี่ยนแปลงสัณฐานทางเคมี สารประกอบ Alkaline เป็นสารชนิดหนึ่งที่สามารถทำปฏิกิริยาเคมีกับผลึกดินที่มีอุณหภูมิสูง พลังงานความร้อนนี้สามารถขับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผลึกดิน โดยจะทำให้เกิดสารประกอบที่มีลักษณะเป็นแก้ว และสารประกอบเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นตัวประสานอนุภาคดินที่เหลือ ทำให้เนื้อดินหลังการเผามีความคงทนแข็งแรง สามารถคงรูปภาชนะไว้ได้ ดังนั้นเครื่องปั้นดินเผาจึงถือเป็นภาชนะสังเคราะห์ชนิดแรกของมนุษย์  

สำหรับการทำเครื่องปั้นดินเผาในดินแดนล้านนานั้นได้ปรากฏหลักฐานมานับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สืบทอดมาจนกระทั่งถึงสมัยหริภุญไชย แต่เครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้เป็นเครื่องปั้นดินเผาเนื้อดินธรรมดา ที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้เองภายในชุมชนหรือท้องถิ่นของตนเท่านั้น ส่วนการทำเครื่องปั้นดินเผาชนิดเนื้อแกร่งทั้งแบบเคลือบและไม่เคลือบนั้น น่าจะเริ่มมีการผลิตขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙ โดยเชื่อว่ามีช่างชาวจีนเข้ามาพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเครื่องปั้นดินเผาให้สูงขึ้น เนื่องจากหลักฐานที่เป็นบันทึกของจีนทำให้ทราบว่า ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ อาณาจักรล้านนาได้มีการติดต่อกับอุปราชมณฑลยูนนานอย่างใกล้ชิด อาจเป็นไปได้ว่าช่างทำเครื่องปั้นดินเผาของล้านนาคงได้รับการถ่ายทอดความรู้จากช่างชาวจีน เพราะที่มณฑลยูนนานในขณะนั้นมีแหล่งเตาเผาหยู้จี ซึ่งผลิตเครื่องถ้วยที่ตกแต่งด้วยลายปลาคู่แบบเดียวกับเครื่องถ้วยของสันกำแพง 

ครั้นถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ล้านนามีความเจริญรุ่งเรืองและมั่นคง การผลิตเครื่องปั้นดินเผาจึงเพิ่มมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการภายใน รวมทั้งผลิตขึ้นเพื่อเป็นสินค้าส่งไปจำหน่ายให้แก่เมืองอื่นๆ โดยมีแหล่งผลิตขนาดใหญ่อยู่ด้วยกัน ๓ แหล่ง คือ แหล่งเตาสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ แหล่งเตาเวียงกาหลง จังหวัดเชียงราย (นับรวมแหล่งเตาวังเหนือ จังหวัดลำปาง) และแหล่งเตาเมืองพาน จังหวัดเชียงราย ต่อมาการผลิตเครื่องเคลือบล้านนาก็ประสบกับปัญหาอันเนื่องมาจากสงครามระหว่างล้านนากับพม่า โดยเฉพาะเมื่อพระเจ้าบุเรงนองยกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ได้ใน พ.ศ. ๒๑๐๑ ครั้งนั้นได้มีการกวาดต้อนพลเมืองชาวล้านนาไปยังพม่าเป็นจำนวนมาก ซึ่งผลของสงครามดังกล่าวอาจทำให้การผลิตเครื่องปั้นดินเผาซบเซาลง และเลิกผลิตไปในที่สุด แต่จากการศึกษาครั้งล่าสุดของนักวิชาการกรมศิลปากรได้เสนอความเห็นว่า การผลิตเครื่องเคลือบล้านนาโดยเฉพาะเครื่องเคลือบสันกำแพงนั้นน่าจะยังคงมีการผลิตมาจนถึงอย่างช้าที่สุดในราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๓ 

๑.  วัตถุดิบที่ใช้ในการทำเครื่องปั้นดินเผา

๑.๑. ดินเหนียว เป็นวัสดุที่สำคัญที่สุดของการทำเครื่องปั้นดินเผา ดินเหนียวที่นิยมนำมาใช้ในการทำเครื่องปั้นดินเผาจะเป็นดินที่พบได้ตามท้องทุ่งโดยทั่วไป แต่จะต้องขุดเอาดินที่อยู่ลึกลงไปประมาณ ๑ เมตรหรือมากกว่านั้น ถ้าหากเป็นดินเหนียวที่อยู่ลึกกว่า ๑ – ๑.๕๐ เมตร ดินมักจะมีสีเทาอ่อนหรือสีเทาแก่  ซึ่งดินชั้นนี้นับว่าเป็นดินที่มีความเหนียวที่สุด

๑.๒. หินดุ คืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับรองรับน้ำหนักจากการตีด้วยไม้ตีที่ผิวด้านนอก โดยทั่วไปหินดุจะทำด้วยดินเผามีลักษณะคล้ายกับดอกเห็ด มีด้ามถือ แต่เดิมนั้นหินดุเป็นก้อนหิน จริงๆ มีลักษณะกลมมนพอจับถือได้สะดวก ชาวล้านนาจะเรียกหินดุว่า “หินเทาะหม้อ” เพราะนิยมใช้ในการขึ้นรูปทรงของดินเหนียวให้เป็นภาชนะประเภทหม้อน้ำ

๑.๓. ไม้กะต่าม หรือ ไม้ตี  บางครั้งเรียกว่า “ไม้เดาะ” และ “ไม้ลาย” ทำหน้าที่ตีตบผิวด้านนอกของภาชนะให้ได้ รูปทรงและอัดเนื้อดินให้แน่นและเข้าสนิทตามต้องการ โดยจะใช้ร่วมกันกับหินดุ

๒.  การปั้นขึ้นรูปเครื่องปั้นดินเผา

เทคนิคการปั้นขึ้นรูปเครื่องปั้นดินเผาที่ใช้ในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาแบบพื้นเมืองตั้งแต่สมัยโบราณ และยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นการปั้นหรือขึ้นรูปทรงด้วยมือ ซึ่งนับว่าเป็นกรรมวิธีที่เก่าแก่ที่สุดในการทำเครื่องปั้นดินเผา ก่อนที่จะมีเครื่องมือชนิดอื่นๆ มาช่วยในการปั้น โดยการปั้นขึ้นรูปด้วยมือนั้นมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน คือ

๒.๑. การปั้นมือแบบอิสระ

การปั้นเครื่องปั้นดินเผาด้วยมือนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นการขึ้นรูปที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง และเป็นกรรมวิธีที่ง่ายที่สุด คือ การถือก้อนดินไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งใช้ขึ้นรูปทรงของภาชนะตามที่ต้องการ โดยใช้นิ้วมือบีบรีดดินขึ้นเป็นรูป หลังจากนั้นจะใช้เครื่องมือปั้นได้แก่ หินดุ และไม้กะต่ามมาช่วยจัดแต่งรูปทรงของภาชนะ ภาชนะที่ปั้นขึ้นรูปด้วยวิธีนี้ส่วนมากจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก และมักจะเป็นภาชนะก้นกลม ซึ่งจะพบภาชนะลักษณะเช่นนี้ได้ทั่วไปในเครื่องปั้นดินเผายุคแรกๆ ช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และในปัจจุบันตามท้องถิ่นต่างๆ ก็ยังคงมีการปั้นภาชนะดินเผาด้วยวิธีนี้อยู่เช่นเดียวกัน

๒.๒. การปั้นรูปทรงแบบขด

การปั้นหรือการขึ้นรูปทรงเครื่องปั้นดินเผาแบบนี้เป็นที่นิยมแพร่หลายมากเช่นกัน เพราะสามารถขึ้นรูปได้ตั้งแต่ชิ้นงานขนาดเล็กจนถึงโอ่งน้ำขนาดใหญ่ ช่างปั้นเครื่องปั้นดินเผาพื้นเมืองรู้จักวิธีการการปั้นรูปทรงแบบขดมานานแล้ว โดยวิธีการขึ้นรูปแบบนี้ ในขั้นตอนแรกจะปั้นดินให้เป็นเส้นกลมยาวมีขนาดเล็กใหญ่ตามต้องการ จากนั้นำไปขดบนแผ่นฐานที่เตรียมไว้ ประสานรอยต่อด้วยการใช้มือบีบกดให้ดินเข้ากันสนิทเป็นแผ่นเดียวกัน หรือใช้น้ำดิน (slip) ประสานรอยต่อ ทำจนสูงพอและได้รูปทรงที่ต้องการ แล้วจึงจัดแต่งรูปทรงของภาชนะให้เรียบร้อย

๒.๓. การขึ้นรูปทรงบนแป้นหมุน

เป็นกรรมวิธีที่ได้รับความนิยมและใช้กันมากที่สุด พัฒนาการของการปั้นภาชนะดินเผาด้วยการใช้แป้นหมุนนั้น เริ่มต้นจากการปั้นภาชนะบนแท่นรองที่ยกสูงขึ้น ซึ่งช่างปั้นจะต้องเดินวนไปรอบๆ แท่นรองนั้น ต่อมาจึงมีการติดตั้งแผ่นไม้เรียบหรือเสื่อบนแท่นปั้นเพื่อวางก้อนดิน แล้วปั้นขึ้นรูปไปพร้อมกับการค่อยๆ หมันขยับแผ่นไม้หรือเสื่อไปเรื่อยๆ เพื่อเปลี่ยนด้านในการขึ้นรูปภาชนะ ภายหลังจึงได้พัฒนารูปแบบและประดิษฐ์เป็นแป้นหมุนขึ้นมา โดยแป้นหมุนในระยะแรกๆ จะเป็น “แป้นหมุนชิ้นเดียว” หรือ “แป้นหมุนช้า” หลังจากนั้นจึงมีการพัฒนาเป็น “แป้นหมุนสองชิ้น” หรือ “แป้นหมุนเร็ว” ลักษณะของแป้นหมุนชนิดนี้อาจทำขึ้นแบบง่ายๆ คือใช้ล้อ หรือล้อเกวียนมาต่อดุมให้ยาว นำมาปักลงในดินให้เป็นตัวแป้นหมุน เอาไม้กระดานเรียบมาเจาะรูแล้วสวมวางลงข้างบน เพื่อเป็นแป้นรองภาชนะ ซึ่งภาชนะที่ขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน โดยเฉพาะแป้นหมุนสองชิ้นนั้น จะมีลักษณะเป็นภาชนะก้นแบน ผิวของภาชนะเรียบเกลี้ยง ส่วนผิวด้านในจะมีเส้นเล็กๆ ในแนวขนานไปโดยสม่ำเสมอซึ่งเกิดขึ้นจากแรงหมุนของแป้นและนิ้วมือที่รูดไปบนผิวดานในของภาชนะ การผลิตเครื่องปั้นดินเผาโดยใช้แป้นหมุนนี้ช่วยประหยัดทั้งแรงงานและเวลา เพราะสามารถทำได้รวดเร็วกว่าวิธีเดินหมุนตี ภาชนะที่ได้มีความเรียบร้อยสวยงาม รวมทั้งสามารถผลิตภาชนะได้หลากหลายขนาดอีกด้วย 

๓  การตกแต่งภาชนะเครื่องปั้นดินเผา

การตกแต่งผิวของภาชนะดินเผาถือได้ว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งในการผลิตเครื่องปั้นดินเผา เพื่อให้เกิดความสวยงามและเหมาะสมกับการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งวิธีการตกแต่งภาชนะดินเผามีอยู่หลายกรรมวิธีด้วยกัน ได้แก่

๓.๑. การตีประทับ หรือกดลวดลาย

การตกแต่งด้วยการกดหรือประทับลายนั้นทำได้หลายวิธี เช่น การใช้ฟั่นเชือก เชือกพันไม้ เครื่องจักสาน เสื่อ เปลือกหอย ลูกกลิ้งดินเผาแกะสลักลวดลาย เป็นต้น ใช้เป็นแบบกดให้เกิดลวดลาบบนผิวภาชนะ โดยลวดลายที่เป็นที่รู้จัก คือ “ลายเชือกทาบ” ที่ใช้เชือกกดกลิ้งไปบนภาชนะ ซึ่งภาชนะดินเผาลวดลายเชือกทาบนี้เป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สืบมาจนถึงปัจจุบัน

๓.๒. การขูดขีด

ลวดลายขูดขีดบนผิวภาชนะดินเผาจัดเป็นลายพื้นฐานอีกลวดลายหนึ่งที่พบหลักฐานมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งลวดลายขูดขีดนี้เกิดจากการใช้ของแหลม เช่น ไม้ กระดูกสัตว์ หรือหิน ขูดลงไปบนผิวภาชนะ

๓.๓. การขุด

การทำลวดลายด้วยการขุด จะใช้เครื่องมือที่มีคมหน้าตัดหรือหน้าตัดโค้ง เช่น สิ่วเล็บมือ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีหน้ากว้าง ใช้ขุดหรือปาดเอาเนื้อดินออกมาจากร่อง โดยการตกแต่งภาชนะให้เกิดเป็นลวดลายด้วยการขุดนั้น อาจมีการเคลือบหรือเขียนสีบนร่องของผิวภาชนะนั้นด้วย เพราะจะช่วยให้ลวดลายนั้นดูเด่นชัดขึ้น ซึ่งเทคนิคนี้จะพบมากในภาชนะดินเผาเคลือบที่ผลิตจากแหล่งเตาในสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และล้านนา

๓.๔. การแต่งเติมดิน

เป็นการติดแผ่นก้อนดิน หรือเส้นดินบนผิวของภาชนะในขณะที่ยังหมาดๆ อยู่ โดยมากแล้วมักจะติดดินบริเวณไหล่ของภาชนะ ซึ่งอาจจะทำเป็นรูปดอกไม้ เป็นตัวตุ๊กตา เป็นรูปห่วง หรือเป็นท่อนยาวๆ ทาบติดบนผิวของภาชนะในลักษณะคล้ายเชือกทาบอยู่ หรือตามแต่ช่างปั้นจะคิดสร้างสรรค์ขึ้น วิธีการตกแต่งแบบนี้จะมีอยู่ทั้งในเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งเตาที่สุโขทัย ศรีสัชนาลัย ล้านนา และแหล่งอื่นๆ           

๓.๕. การขัดผิว

การขัดผิว คือวิธีการทำให้ผิวของภาชนะเรียบและเป็นมัน จัดเป็นวิธีตกแต่งผิวภาชนะภายนอกที่เก่าแก่ที่สุดวิธีหนึ่ง ซึ่งช่วยในการกันน้ำไม่ให้ซึมออกมาเร็ว เพราะรูพรุนของเนื้อดินจะมีน้อยลง การขัดผิวของภาชนะนี้จะทำเมื่อดินนั้นแห้งแล้ว เครื่องมือที่ใช้ขัดต้องมีผิวเรียบกลมและแข็ง เช่น หินกรวดแม่น้ำที่เรียบกลม ข้อกระดูกสัตว์  เมล็ดพืช รวมถึงไม้และใบไม้ เป็นต้น ภาชนะดินเผาที่ตกแต่งด้วยการขัดผิวนี้พบว่ามามีตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว

๓.๖. การเช็ดหรือลูบผิว

เป็นการตกแต่งผิวภาชนะด้วยการใช้มือ ผ้า ใบไม้ หรือฟองน้ำชุบน้ำหรือน้ำดินข้นๆ ลูบไปบนผิวของภาชนะ โดยจะทำหลังจากที่ขึ้นรูปเป็นรูปภาชนะและผึ่งไว้สักพักแล้ว เมื่อนำไปเผาจะเกิดเป็นผิวบางๆ ที่เป็นมันบนผิวของภาชนะ

๓.๗. การทาผิวด้วยน้ำดินข้น

คือการนำเอาน้ำดินข้น ทาบนภาชนะขณะที่กำลังหมาดๆ หรืออาจจุ่มภาชนะลงในน้ำดิน บางครั้งมีการเทราดน้ำดินลงบนภาชนะ หลังจากนั้นจะทำการขัดผิวเพื่อตกแต่งพื้นผิวที่หยาบของภาชนะ และป้องกันไม่ให้น้ำซึมออกมานอกภาชนะ วิธีการนี้ใช้ในการผลิต น้ำต้น หรือคนโท ที่บ้านเหมืองกุง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

๓.๘. การรมควัน

วิธีการนี้จะทำให้ภาชนะดินเผามีสีดำ โดยการนำเอาภาชนะไปอบและรมควันในขณะที่ภาชนะนั้นแห้งและอยู่ทรงแล้ว ซึ่งภาชนะที่ผ่านการรมควันจะมีผิวสีดำก่อนที่จะนำไปเผาจริง และเขม่าควันไฟจะเข้าไปอุดในรูพรุนของภาชนะ เวลาใส่น้ำลงไปจะทำให้น้ำซึมออกมาได้ช้ากว่าปกติ โดยภาชนะที่ผ่านการรมควันนี้มักจะใช้สำหรับใส่น้ำ เพื่อให้น้ำเย็นตลอดเวลา

๓.๙. การเขียนสี

การตกแต่งภาชนะโดยการใช้สีเขียนนี้ จะเป็นการใช้สีที่ได้จากแร่ตามธรรมชาติ เช่น สีจากดินเทศ หรือสีจากเมล็ดพืชที่ผสมกับผสมยางไม้หรือไขสัตว์ เขียนเป็นลวดลายต่างๆ ลงไปบนผิวภาชนะขณะที่เนื้อดินแห้งสนิทแล้ว การเขียนสีนี้เป็นเทคนิคการตกแต่งที่นิยมกันมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งภาชนะเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี คือ ภาชนะเขียนสีจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

๓.๑๐. การเคลือบ

การเคลือบเป็นการตกแต่งผิวภาชนะอย่างหนึ่ง โดยใช้น้ำยาเคลือบซึ่งเป็นสารประกอบอะลูมินา (Alumina) ซิลิกา (Silica) และสารที่ช่วยในการหลอมละลายในกระบวนความร้อน มีลักษณะใสคล้ายแก้ว ทำหน้าที่ฉาบบนผิวภาชนะ มีลักษณะโปร่งใส เปราะ แต่สามารถทนต่อการละลายของกรดและด่างได้เป็นอย่างดี ลักษณะของการเคลือบมีหลายอย่างด้วยกัน ได้แก่ การเคลือบใส เคลือบขุ่น เคลือบสี เคลือบด้าน เคลือบผลึก และเคลือบราน เป็นต้น

๔ แหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาในเชียงใหม่

๔.๑  แหล่งเตาสันกำแพง อำเภอสันกำแพง

แหล่งเตาสันกำแพงนับเป็นแหล่งผลิตเครื่องเคลือบแหล่งใหญ่ของล้านนา ที่พบซากเตาเผากระจัดกระจายอยู่ในเขตพื้นที่ ๕.๐๐ -๕.๕๐ ตารางกิโลเมตร โดยมีกลุ่มเตากระจายอยู่ ๘ กลุ่ม ได้แก่ เตาห้วยป่าไร่ เตาห้วยบวกบิ่น เตาดอยโตน เตาห้วยปู่แหลม เตาทุ่งโห้ง เตาต้นแหน เตาต้นโจก และเตาเหล่าน้อย

การผลิตเครื่องเคลือบดินเผาของกลุ่มเตาสันกำแพงน่าจะเริ่มต้นมาแล้วตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ หรือต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เป็นอย่างน้อย และมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๒๐ จนถึงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ลดความสำคัญลง และเลิกกิจการไปในที่สุด อย่างช้าก็น่าจะราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๓

เตาเผาเครื่องปั้นดินเผาที่พบในแหล่งเตาสันกำแพงนั้น มีทั้งเตาดินและเตาก่ออิฐปะปนกัน ซึ่งเป็นเตาเผาประเภทระบายความร้อนผ่านในแนวนอน (Cross – draft kiln type) ที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและระยะเวลาอันยาวนานของการผลิตเครื่องปั้นดินเผาแห่งนี้  ส่วนเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งเตาสันกำแพงจะมีลักษณะเป็นเครื่องปั้นดินเผาเนื้อแกร่งเคลือบ ลักษณะเนื้อดินหยาบสีเทาดำ ซึ่งแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญคือ ดินจากบริเวณริมฝั่งห้วยแม่ลานและแม่ผาแหน และดินเหนียวในบริเวณทุ่งนา รวมทั้งหินประเภทต่างๆ ตามเชิงเขา    ซึ่งผลิตภัณฑ์ของแหล่งเตานี้มีอยู่หลากหลายรูปแบบ ได้แก่ ชาม จาน ถ้วย พาน ขวด หรือแจกัน ไหปากแคบ ไหปากบานขนาดใหญ่ ตะเกียง ตะคัน หรือผางประทีบ ตุ๊กตารูปสัตว์ดินเผา และพระพุทธรูปดินเผา เป็นต้น โดยภาชนะดินเผาที่ผลิตจากแหล่งเตาสันกำแพงจะมีลักษณะของการประดับตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์อยู่หลายประเภทดังนี้ ประเภทเคลือบสีเขียว  ประเภทเขียนลายสีดำและน้ำตาลใต้เคลือบ  ประเภทเคลือบสีน้ำตาล  ประเภทเคลือบสองสี

มักจะพบว่าใช้เคลือบภาชนะประเภทไหขนาดใหญ่ ที่มีการเคลือบขอบปากเป็นสีเขียวอ่อน สีเขียวนวล และเคลือบตัวไหตั้งแต่ส่วนไหล่ลงไปจรดก้นด้วยเคลือบสีน้ำตาล ซึ่งลักษณะการเคลือบแบบนี้น่าจะได้รับอิทธิพลจากไหของจีนในสมัยราชวงศ์หยวน ที่มีอายุอยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐

๔.๒  แหล่งผลิต อำเภอหางดง

อำเภอหางดง ประกอบด้วย ๔ แหล่ง คือ   บ้านเหมืองกุง ตำบลหนองควาย  บ้านป่าตาล ตำบลสันผักหวาน  บ้านกวน ตำบลหารแก้ว  และบ้านใหม่ป่าจี้ ตำบลน้ำแพร่ โดยทั้ง ๔ แหล่งมีลักษณะและเทคนิคการทำที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ดังรายละเอียดต่อไปนี้

๑. บ้านเหมืองกุง  ตำบลหนองควาย

ในจังหวัดเชียงใหม่ยังคงปรากฏมีแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ที่ทำการผลิตเครื่องปั้นดินเผาสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพื่อสำหรับใช้สอยภายในครัวเรือนและเป็นสินค้าส่งไปจำหน่ายยังพื้นที่ต่างๆ ในหลายจังหวัดของภาคเหนือตอนบน แหล่งผลิตดังกล่าวนี้ตั้งอยู่ที่บ้านเหมืองกุง อำเภอหางดง ซึ่งเดิมทีการผลิตเครื่องปั้นดินเผาจะทำกันอยู่ในเขตสองหมู่บ้าน คือ บ้านเหมืองกุง และบ้านขุนเส ซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกัน โดยชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านนี้เป็นชาวไทใหญ่ที่อพยพมาจากเมืองปุ และเมืองสาดตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันเมืองทั้งสองตั้งอยู่ในแถบฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน ในเขตรัฐฉาน ประเทศพม่า ซึ่งเครื่องปั้นดินเผาที่ทั้งสองหมู่บ้านผลิตขึ้นจะเป็นภาชนะประเภทหม้อน้ำ และคนโทเป็นส่วนมาก ภาชนะเครื่องปั้นดินเผาดังกล่าวจะมีรูปแบบเฉพาะเป็นของตนเอง เป็นที่รู้จักและเรียกขานกันในท้องถิ่นว่า “หม้อเงี้ยว” และ “น้ำต้นเงี้ยว” ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาบ้านเหมืองกุง นับเป็นงานศิลปะพื้นบ้านที่กำเนิดขึ้นจากทักษะฝีมือในท้องถิ่น และผลิตขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อสนองต่อกิจกรรมทางประเพณีและวัฒนธรรม รูปแบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาแบบดั้งเดิมที่ผลิตขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว ได้แก่ น้ำต้น และน้ำหม้อ ซึ่งเป็นภาชนะสำหรับใส่น้ำดื่ม หม้อประเภทต่างๆที่ใช้ในการประกอบอาหาร ตลอดจนวัสดุก่อสร้างอย่างเช่น อิฐ และดินขอ แต่ผลิตภัณฑ์ที่ช่างปั้นบ้านเหมืองกุงมีความชำนาญเป็นที่รูจักและยอมรับ คือ น้ำต้น และน้ำหม้อ มีการพัฒนารูปแบบให้มีความสวยงาม จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของบ้านเหมืองกุง

๒. บ้านป่าตาล  ตำบลสันผักหวาน

เครื่องปั้นดินเผาบ้านป่าตาล จะมีความแตกต่างจากเครื่องปั้นดินเผาที่เหมืองกุง เพราะจะทำเครื่องปั้นดินเผารูปแบบเป็นรูปตัวการ์ตูน  รูปสัตว์  เป็นทั้งของตกแต่งและกระถางดอกไม้  ภายในหมู่บ้านจะมีการทำในลักษณะเช่นนี้กว่า 20 หลังคาเรือน  การจัดจำหน่ายจะคล้ายกันคือจัดจำหน่ายที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าหรือตามหมู่บ้านที่จัดเป็นศูนย์วิสาหกิจชุมชนและส่งออกไปยังกรุงเทพมหานคร (ตลาดนัดจตุจักร) โรงแรม  เกสต์เฮ้าส์ตามต่างจังหวัด  เนื่องจากวัสดุที่ใช้เป็นดินที่มีการส่งมาจากอำเภอสารภีและจังหวัดลำปาง

๓. บ้านกวน ตำบลหารแก้ว

เครื่องปั้นดินเผาบ้านกวน  ตำบลหารแก้วจะมีลักษณะที่แตกต่างจากเหมืองกุง คือ การขึ้นรูป  เพราะลักษณะการขึ้นรูปของเครื่องปั้นดินเผาบ้านกวนคือ “การเดินวน” ซึ่งในปัจจุบันบ้านกวนมีเพียง 10 หลังคาเรือนที่ยังทำเครื่องปั้นดินเผาอยู่ จากแต่เดิมมีมากกว่า 40 หลัง ซึ่งบ้านกวนจะมีการรวมตัวของช่างภายในชุมชน  จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน “กลุ่มเครื่องปั้นดินเผาบ้านกวน” ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผารูปแบบของหม้อน้ำ  หม้อต้ม  หม้ออุ๊บ  ส่วนดินนั้นได้สั่งมาจากอำเภอสารภี เนื่องจากดินที่อำเภอสารภีนั้นค่อนข้างเหนียวและขึ้นรูปได้ง่าย ซึ่งส่วนมากแล้วจะผลิตเครื่องปั้นดินเผาประเภทภาชนะสำหรับหุงต้มอาหาร เช่นหม้อต่อม หม้อแกง และหม้อสาว โดยมีกรรมวิธีการผลิตที่โดดเด่นจากการใช้ดินเหนียวดำ นำมาขึ้นรูปด้วยเทคนิคแบบดั้งเดิมบทแท่นที่ไม่สามารถหมุนได้ แล้วใช้จึงนำไปเผาไฟและตกแต่งผิวของภาชนะด้วยวิธีแบบโบราณ

๔. บ้านใหม่ ป่าจี้ ตำบลน้ำแพร่

บ้านใหม่ – ป่าจี้ เป็นการรวมตัวของคนในชุมชนที่มีการทำเครื่องปั้นดินเผาที่คล้ายกับบ้านป่าตาล  ที่มีแนวทางด้านรูปแบบเป็นรูปตัวการ์ตูน  รูปสัตว์ต่างๆ แต่จะทำในลักษณะที่จะตัวใหญ่กว่าบ้านป่าตาล

๔.๓  แหล่งเครื่องปั้นดินเผา อำเภอแม่ริม

บ้านริมเหนือ อำเภอแม่ริม โฮงกระถาง ตำบลริมเหนือ(คุณ นปภัทร บัววัฒนา)ได้มีการปั้นดินเผาที่เหลือเพียง ๑ แห่งเท่านั้นโดยมีการนำดินจากอำเภอแม่ริมเองที่ใช้ในการทำดินเผาแต่ที่ตำบลแม่สาการปั้นดินเผาจะเป็นในรูปแบบ “โฮงกระถาง” และมีการปั้นเป็น เทพ , ตุ๊กตา, สาวชุดไทย แต่ที่เด่นชัดจะเป็นเรื่องของกระถางที่นำส่งไปยังตลาดนัดจตุจักร กรุงเทพ และ ตลาดคำเที่ยง ที่มีพ่อค้าคนกลางมาซื้อ หรือบางทีก็จะเป็นการขายทางตรงให้กับลูกค้า

๔.๔  แหล่งเครื่องปั้นดินเผา อำเภอสารภี

บ้านน้ำล้อม ตำบลขัวมุง อำเภอสารภี ประกอบไปด้วย ๓ แห่ง ด้วยกันที่ผลิตเตาอั้งโล่ส่งขายยังพ่อค้าคนกลาง ที่จะมาสั่งและมารับไปขายเอง หรือลูกค้าที่เข้ามาสั่งโดยตรง