เครื่องเขิน
Lacquerware

Wood Carving เครื่องเขินLacquerware

เครื่องเขิน (Lacquerware) งานหัตถกรรมพื้นบ้านประเภทหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ มีลักษณะเป็นภาชนะรูปทรงต่างๆ ที่ขึ้นเกิด จากการขดหรือสานไม้ไผ่ให้ได้รูปทรงตามต้องการ จากนั้นนํามาเคลือบด้วยยางรักเพื่อให้ภาชนะมีความคงทนแข็งแรงมากขึ้น แล้วจึงตกแต่ง โดยการเขียนลวดลายด้วยชาด หรือการขูดลาย และบางครั้งยังมีการประดับด้วยทองคําเปลว หรือเงินเปลวด้วย ซึ่งภาชนะเครื่องเขินนี้จะมีชื่อ เรียกรวมๆ ในภาษาพื้นเมืองว่า “คัวฮักคัวหาง” บ้าง“เครื่องฮักเครื่องหาง” หรือ“เครื่องฮักเครื่องคํา” บ้าง ขึ้นอยู่กับลักษณะของการประดับ ตกแต่ง ว่าตกแต่งด้วยชาดหรือทองคําเปลว และเรียกชื่อภาชนะแต่ละชนิดไปตามหน้าที่การใช้สอย เช่น ขันดอก ขันหมาก ขันโอ หีบผ้า แอ๊บ อูบ หรือปุง เป็นต้น ส่วนชื่อเรียก “เครื่องเขิน” นั้นสันนิษฐานว่าเป็นคําเรียกที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ โดยเรียกไปตามชื่อของกลุ่มชนชาวไทเขิน หรือไทขืน ที่มีความชํานาญในการผลิตภาชนะเครื่องใช้ประเภทนี้

อย่างไรก็ดี จากหลักฐานเอกสารโบราณทําให้ทราบว่า ในดินแดนล้านนามีความนิยมในการใช้และรู้จักการผลิตเครื่องเขินมาเป็น ระยะเวลานานแล้ว ก่อนที่จะมีการกวาดต้อนชาวไทเขินมายังเมืองเชียงใหม่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 โดยพงศาวดารพม่ากล่าวว่าเมื่อ พม่าเข้ายึดครองเชียงใหม่แล้ว ได้นําชาวเชียงใหม่รวมถึงช่างฝีมือแขนงต่างๆ กลับไปไว้ที่เมืองพม่าด้วย ซึ่งในปัจจุบันที่ประเทศพม่ายังคงมีการ ทําเครื่องเขินอยู่แถบเมืองพุกาม โดยเรียกภาชนะเหล่านี้ว่า “โยนเถ่” ซึ่งแปลว่า เครื่องยวน หรือเครื่องใช้ที่ทําขึ้นโดยชาวยวนหรือชาวล้านนา 2 แต่ความรู้ในการทําเครื่องเขินของล้านนาคงจะสูญหายไปพร้อมกับการล่มสลายของบ้านเมือง จากการพ่ายแพ้สงครามระหว่างล้านนากับพม่า ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 23 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 ซึ่งพลเมืองและช่างฝีมือชาวล้านนาได้ถูกกวาดต้อนไปที่พม่าเป็นจํานวนมาก

สําหรับเทคนิคการทําเครื่องเขินนี้มีต้นกําเนิดในประเทศจีนเป็นระยะเวลากว่า 3,000 ปีมาแล้ว โดยกรรมวิธีการผลิตเครื่องเขินเริ่ม ขึ้นราว 1766-1046 ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยราชวงศ์ซาง และได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นงานประณีตศิลป์ชั้นสูงในสมัยราชวงศ์ฉิน เมื่อเข้าสู่ ยุคราชวงศ์ถังจึงเริ่มมีการประดับตกแต่งผิวของภาชนะเครื่องเขินด้วยแผ่นทองคํา แผ่นเงิน และมุกให้เกิดเป็นลวดลายต่างๆ เช่น ลายรูปสัตว์ และลายพันธุ์พฤกษา เป็นต้น ซึ่งลักษณะของการประดับตกแต่งนี้ได้สืบต่อมาจนถึงในสมัยราชวงศ์ซ่ง จึงได้มีการคิดค้นเทคนิคการประดับ ตกแต่งแบบใหม่เพิ่มขึ้น เช่น การแกะสลักรัก (diaoqi) การทําลายรดน้ํา (qiangjin) และการฝังลายด้วยรักสี (Tianqi) ซึ่งความรู้และเทคนิคการ ทําเครื่องเขินของจีนยังได้ถูกเผยแพร่ไปสู่ประเทศใกล้เคียง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี รวมถึงประเทศในแถบเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

วัตถุดิบที่ใช้ในการทําเครื่องเขิน

ไม้ไผ่ ในการผลิตเครื่องเขินนั้นนิยมใช้ไม้ไผ่ชนิดที่เรียกว่า “ไม้บง” และ “ไม้เฮี๊ยะ” ซึ่งพบมากในเขตภาคเหนือ โดยลําต้นจะมีขนาด ใหญ่ ปล้องยาว เนื้อไม้อ่อนเหนียวเมื่อนํามาจักเป็นเส้นตอกแล้วทําให้สามารถขดขึ้นรูปภาชนะได้ง่าย

ยางรัก หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “น้ําฮัก” ได้มาจากยางของต้นรักซึ่งมีอยู่หลายพันธุ์ด้วยกัน แต่ที่นิยมใช้กันมากคือยางจากไม้รัก ใหญ่ หรือ ฮักหลวง ซึ่งพบมากในเขตอําเภอจอมทอง ฝาง และเชียงดาว โดยการเจาะหรือกรีดเพื่อเอายางรักนั้นทําได้เกือบตลอดทั้งปี แต่ยาง รักที่ได้จะมีคุณภาพต่างกัน คือ ถ้าเป็นช่วงฤดูฝนราวๆปลายเดือนพฤษภาคม น้ํายางที่เก็บได้จะเป็นน้ํายางคุณภาพต่ํา เพราะมีน้ําฝนและเศษ ไม้ปะปน โดยจะเรียกน้ํายางชนิดนี้ว่า “ฮักแซว” แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูหนาวราวเดือนพฤศจิกายน – มกราคม ยางรักที่เก็บได้จะมีลักษณะเหนียวข้น และสะอาดกว่ายางรักที่เก็บได้ในฤดูฝน ถือเป็นน้ํายางที่มีคุณภาพดีมาก เพราะมีน้ําเจือปนน้อย และไม่ค่อยมีฝุ่นละออง เรียกว่า “ฮักนาย” หรือ “ฮักเหมย” ส่วนน้ํายางที่เก็บได้ในช่วงปลายฤดูหนาวเข้าฤดูร้อน เนื่องจากน้ํายางที่ไหลออกมามีปริมาณน้อยและไหลช้ามาก น้ํายางมักจะ แห้งติดรอยเจาะจึงต้องขูดออก ทําให้ผิวของเปลือกไม้หลุดปนลงไปในน้ํายางด้วย น้ํายางแบบนี้เรียกว่า “ฮักฮื้อ” ซึ่งการนํายางรักมาใช้ทํางาน เครื่องเขินจะมีวิธีการผลิต และเพิ่มส่วนผสมเพื่อใช้สําหรับงานที่แตกต่างกัน ได้แก่ รักรองพื้น รักสมุก และรักน้ําเกลี้ยง

รักรองพื้น ได้จากยางรักที่ผ่านการกรอง ใช้สําหรับทารองพื้นชั้นแรก

รักสมุก ได้จากการผสมน้ํายางรักกับถ่านใบตอง ถ่านหญ้าคา หรือผงดินที่บดละเอียดคลุกเคล้าให้เหนียวเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้สําหรับแต่งผิว ยกร่อง และปั้นลาย

รักน้ําเกลี้ยง เป็นยางรักที่ใช้ในการทาผิวของเครื่องเขิน โดยจะต้องนํามาผสมกับน้ํามันสนให้เข้ากัน แล้วกรองด้วยผ้า ขาวบาง 2ชั้นตรงกลางระหว่างผ้าขาวบางรองด้วยกระดาษสา4-5ชั้นยางรักที่ผ่านการกรองแล้วจะนํามาใส่ในภาชนะปิดด้วย กระดาษชุบน้ําเพื่อไม่ให้ยางรักแห้งและสกปรก

กรรมวิธีการทําเครื่องเขิน

เทคนิคการทําเครื่องเขินตามแบบอย่างของเชียงใหม่ที่ทําสืบต่อกันมาแต่โบราณนั้นเริ่มต้นด้วยการขึ้นหุ่น คือการสร้างรูปภาชนะ หรือสิ่งของเครื่องใช้โดยนําเอาไม้บง หรือไม้เฮี๊ยะมาจักเป็นตอก การจักตอกนั้นจะต้องจักให้ได้ขนาดพอดีกับสิ่งที่สาน แล้วจึงนํามาขึ้นหุ่นซึ่งจะ ใช้วิธีการจักสานเช่นเดียวกันกับการทําเครื่องจักสานอื่นๆ แต่มีภาชนะบางประเภทที่ใช้วิธีการขดตอกแทนวิธีการจักสานแบบปกติ โดยจะขด ตอกเส้นนอกสุดเป็นวงกลมเพื่อให้เป็นเส้นที่มีความยาวของเส้นผ่าศูนย์กลางมากที่สุด เมื่อขดแล้วใช้มีดบากหัวท้ายให้ยึดต่อกันได้ ขดที่สองจะ ขดให้เป็นวงกลมอยู่ภายในขดแรกแต่ให้เหลื่อมกันเล็กน้อย ขดเส้นต่อไปให้อยู่ในเส้นก่อนหน้าและทําเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนได้รูปทรงที่ต้องการ เทคนิคการขดนี้ใช้สําหรับการทําภาชนะที่มีทรงกลมหรือทรงกระบอก เช่น แจกัน พาน และอูบ เป็นต้น ส่วนภาชนะที่มีรูปทรงแปลกๆ จะใช้แม่ แบบเพื่อให้ได้รูปร่างและขนาดที่มาตรฐาน ซึ่งแม่แบบนี้ทําจากไม้กลึงให้ได้รูปทรงที่ต้องการ ภาชนะเหล่านี้ ได้แก่ ขันน้ํา โถแป้ง พานแว่นฟ้า และเชี่ยนหมาก เป็นต้น

เมื่อขึ้นหุ่นได้เป็นภาชนะรูปทรงต่างๆแล้ว ใช้รักทาเคลือบให้ทั่ว ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วขัดแต่งให้เรียบ จากนั้นจึงลงรักสมุกทั้งข้างนอกละ ข้างใน ตากให้แห้งแล้วขัดผิวให้เรียบ เสร็จแล้วใช้ขี้เถ้าแกลบผสมกับรัก หรือบางทีก็ใช้ขี้เลื่อย หรือดินสอพองผสมกับรักทาลงบนผิวภาชนะ ทิ้ง ไว้ให้แห้งสนิทแล้วจึงขัดแต่งผิวให้เรียบเสมอกัน และทายางรักจนมองไม่เห็นโครงสร้างภายใน ก็จะได้ภาชนะเครื่องรัก หรือเครื่องเขินที่ยังไม่มี ลวดลาย

การประดับตกแต่ง

การทําลวดลายประดับภาชนะเครื่องรักหรือเครื่องเขินของเชียงใหม่มีทั้งการเขียนสี ปั้นรัก หรือพิมพ์รัก (รักกระแหนะ) การปิดทอง หรือลายรดน้ํา ปิดกระจก และการขูดผิวเป็นต้น แต่เทคนิคการทําลวดลายที่สําคัญและเป็นเอกลักษณ์ของงานเครื่องเขินที่ทํากันมาแต่โบราณ จะนิยมประดับตกแต่งด้วยการขูดผิว และการเขียนสี

การขูดลาย หรือ ฮายดอก

การประดับตกแต่งด้วยวิธีขูดลายนั้น เป็นการใช้เหล็กแหลมที่เรียกว่า “เหล็กจาร” หรือของมีคมตามความถนัดมาขูด แกะ และเซาะ ให้เป็นร่องในเนื้อรัก เกิดเป็นลวดลายบนผิวของภาชนะ ซึ่งวิธีการนี้ภาษาช่างท้องถิ่นจะเรียกว่า “ฮายดอก” เมื่อขูดลวดลายเสร็จแล้วล้างด้วย น้ําลูกซัก5 และน้ําเปล่า ตากให้แห้งจากนั้นนําไปแช่ลงในน้ําสี หรือถมด้วยน้ําสีเพื่อให้สีซึมลงไปในร่องที่ขูดไว้ ซึ่งน้ําสีนี้คือชาดบดละเอียด ผสมกับน้ํามันยางหรือน้ํามันมะมื่อ และน้ําผึ้ง หลังจากแช่น้ําสีหรือถมน้ําสีแล้วทิ้งไว้ให้แห้ง จากนั้นขัดผิวส่วนนอกสุดจนมองเห็นเส้นลวดลายสี แดงฝังอยู่ในพื้นสีดําของยางรัก แล้วทาเคลือบด้วยยางรักใสหรือรักเงา เพื่อเคลือบลวดลายให้ติดอยู่กับภาชนะ โดยเทคนิคการฮายดอกบน เครื่องเขินนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องเขินเมืองเชียงใหม่มาแต่ดั้งเดิม

การเขียนสี

การเขียนสีเป็นเทคนิคที่ใช้ในการทําลวดลายประดับผิวภาชนะเครื่องเขินของเชียงใหม่อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งวิธีการเขียนลวดลายจะใช้ พู่กันจุ่มยางรัก หรือรักผสมชาด หยดลงบนพื้นผิวของภาชนะเป็นจุดๆ ต่อด้วยการลากพู่กันเป็นหางยาวออกไป ทําให้เกิดเป็นลวดลายคล้ายตัว ลูกอ๊อด เมื่อมีลวดลายนี้ต่อกันเป็นชุดก็จะมีลักษณะเป็นรูปกลีบดอกไม้ หรือลายเครือเถาต่างๆ โดยลักษณะการเขียนสีแบบนี้จะคล้ายคลึงกับ การเขียนสีลายกํามะลอของภาคกลาง

นอกจากการทําลวดลายตามเทคนิคแบบโบราณดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีเทคนิคการประดับตกแต่งที่นิยมทํากันในระยะหลัง ซึ่งมักจะ ใช้ตกแต่งสิ่งของเครื่องใช้ขนาดเล็ก หรือของที่ระลึก ได้แก่เทคนิคการทําลายรดน้ํา โดยการเขียนร่างลวดลายบนพื้นผิวภาชนะด้วยดินสอ จาก นั้นใช้พู่กันจุ่มน้ํายาเขียนทับไปบนลวดลายที่ร่างไว้ แล้วใช้รักใสที่ตากแดดหรือเคี่ยวไฟเช็ดลงบนลวดลาย ใช้สําลีซับยางรักออกให้เหนียวพอ ประมาณ จึงเอาแผ่นทองคําเปลว หรือแผ่นเงินปิดลงไปบนลวดลาย นําไปล้างออกด้วยน้ําสะอาด จะได้ภาชนะเครื่องเขินที่มีลวดลายสีทอง หรือเงินตามต้องการ

รูปแบบของเครื่องเขินเชียงใหม่อาจจําแนกตามรูปทรง และเทคนิคของการประดับตกแต่งได้ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก เครื่องเขินแบบพื้น บ้าน เป็นงานเครื่องจักสานที่ทาด้วยยางรักเพียงไม่กี่ครั้งและประดับตกแต่งอย่าง่ายๆ สําหรับเป็นของใช้ในชีวิตประจําวัน เครื่องเขินกลุ่มนี้ ส่วนมากจะเป็นเครื่องจักสานที่ลงรักสีดํา หากจะมีการตกแต่งก็เพียงแค่ทาชาดสีแดงอย่างเรียบๆ เครื่องเขินชนิดนี้คงเป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่ชาว ล้านนาในอดีตผลิตขึ้นใช้เองภายในครัวเรือน

กลุ่มที่สอง เครื่องเขินของบ้านเขินนันทาราม เครื่องเขินชนิดนี้มีโครงสร้างเป็นงานจักสานลายขัดด้วยเส้นตอกไม้ไผ่ ซึ่งเหลาให้มี ขนาดเรียวเล็กคล้ายทางมะพร้าว สานขัดกับตอกเส้นแบนเป็นรูปแฉกรัศมีจากก้นของภาชนะ ขัดสานจนได้รูปทรงตามที่ต้องการ เครื่องเขิน กลุ่มนี้จึงมีโครงสร้างที่แน่นและแข็งแรง ผิวเรียบเสมอกันโดยตลอด เมื่อทารักสมุกแล้วขัดจะได้ภาชนะที่ค่อนข้างเรียบบาง และมีน้ําหนักเบา ลักษณะเด่นของการตกแต่งเครื่องเขินชนิดนี้นิยมการขูดลาย หรือที่เรียกว่า “ฮายดอก” เครื่องเขินในกลุ่มนี้มักทําเป็นสิ่งของที่มีขนาดไม่ใหญ่ นัก เช่น เชี่ยนหมาก ขันดอก ขันโอ แอบใส่ของ ฝาบาตร และเชิงบาตรเป็นต้น

กลุ่มสุดท้ายคือเครื่องเขินแบบสันป่าตอง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีโครงสร้างที่เกิดจากการจักสานเป็นลายขัดหรือขดให้เกิดภาชนะรูปทรง ต่างๆ มีการดามและรัดขอบเป็นชั้นๆ ด้วยตอกหรือหวายเพื่อให้เกิดความแข็งแรงและสวยงาม การประดับตกแต่งเกิดจากการถมพื้นผิวให้เรียบ แล้วเขียนลวดลายด้วยชาด บางครั้งมีการปิดทองคําเปลวเพื่อเน้นส่วนสําคัญของลวดลายให้เด่นชัดขึ้น เครื่องเขินกลุ่มนี้มักทําเป็นสิ่งของขนาด ใหญ่ เช่น ขันหมาก ปุงใส่เม็ดพืช และหีบผ้า เป็นต้น

แหล่งผลิตเครื่องเขินในเชียงใหม่

แหล่งผลิตเครื่องเขินของเชียงใหม่ในปัจจุบัน นอกจากแหล่งผลิตที่ชุมชนบ้านเขินนันทารามในเมืองเชียงใหม่แล้ว ยังพบว่าที่ชุมชน บ้านศรีปันครัว อําเภอเมือง ยังเป็นแหล่งผลิตเครื่องเขินอีกแห่งหนึ่งด้วย โดยมีรายละเอียดของแหล่งผลิตแต่ละแห่ง ดังนี้

บ้านเขินนันทาราม อําเภอเมือง

บ้านเขินนันทาราม ถือเป็นแหล่งผลิตเครื่องเขินแหล่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และยังคงมีการผลิตเครื่องเขินเพื่อเป็นสินค้าสําหรับ จําหน่าย ประวัติความเป็นมาของบ้านเขินนันทารามกล่าวว่า เดิมมีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองเชียงตุง ซึ่งตั้งอยู่แถบที่ราบลุ่มแม่น้ําขืน หรือแม่น้ําเขิน ใน เขตรัฐฉาน ประเทศพม่า ดังนั้นจึงมีชื่อเรียกชนกลุ่มนี้ว่า “ชาวขืน” หรือ ”ชาวเขิน” ในช่วงยุคฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ที่เรียกว่า “ยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” สมัยพระเจ้ากาวิละ ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 24 ชาวเขินได้ถูกกวาดต้อนมาเป็นไพร่พลเมืองของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งกลุ่มชาว เขินส่วนหนึ่งได้ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณกําแพงเมืองชั้นนอกด้านประตูเชียงใหม่ และบริเวณโดยรอบวัดนันทาราม เนื่องจากเป็นไพร่พลชั้นดี มี ฝีมือด้านงานประณีตศิลป์จึงได้ตั้งหมู่บ้านในบริเวณเมืองเชียงใหม่ ส่วนกลุ่มที่ไม่มีฝีมือจะถูกกันออกไปตั้งถิ่นฐานในเขตไกลเมือง กลุ่มชาว ไทเขินที่มีความรู้ความชํานาญในการทําสิ่งของเครื่องใช้ประเภทเครื่องฮักเครื่องหาง มีหน้าที่ผลิตเครื่องใช้ประเภทนี้สําหรับเจ้านายในเมือง เชียงใหม่และใช้สอยเองในครัวเรือน ต่อมาจึงได้มีการผลิตเป็นสินค้าจําหน่ายให้แก่ชาวเมืองเชียงใหม่ตลอดจนชาวเมืองอื่นๆ ด้วย

สําหรับเอกลักษณ์ของเครื่องเขินนันทารามนั้น เป็นเครื่องเขินที่มีโครงสร้างเป็นเส้นตอกไม้ไผ่ที่เหลาจนได้ขนาดเล็กคล้ายกับทาง มะพร้าว นํามาขัดสานกับตอกเส้นบางแบนเป็นรูปแฉกรัศมีจากก้นของภาชนะจนได้รูปทรงตามความต้องการโดยไม่ต้องมีการดามโครง เมื่อทา ผิวด้วยรักสมุกแล้วขัดจะได้ภาชนะที่มีผิวค่อนข้างเรียบและมีน้ําหนักเบา ส่วนการประดับตกแต่งของเครื่องเขินนันทารามยังคงรักษารูปแบบ และเทคนิคการขูดลาย หรือที่เรียกว่า “ฮายดอก” แบบโบราณ ซึ่งเทคนิคการตกแต่งผิวภาชนะด้วยวิธีการขูดลายนี้ ภาชนะที่นํามาทําลวดลาย จะต้องมีผิวบางและเรียบ ยางรักที่เคลือบต้องแห้งสนิท จากนั้นนํามาขูดลายโดยใช้เหล็กปลายแหลม หรือเหล็กจารขูดลงไปบนผิวยางรักของ ภาชนะ ซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องอาศัยความชํานาญเป็นอย่างมาก เพราะการขูดจะต้องไม่ลึกมากจนยางรักกะเทาะออก และต้องไม่ตื้นจนมองเห็น ลวดลายได้ยาก เมื่อขูดลายเสร็จแล้วจึงนํายางรักที่ผสมกับชาดสีแดงถมลงไปในร่องที่ขูดไว้ ตากให้แห้งแล้วจึงขัดขัดผิวชั้นอกสุดออกจนมอง เห็นลวดลายสีแดงที่ฝังอยู่ในพื้นสีดําของยางรัก ทาเคลือบด้วยรักใสหรือรักเงาเพื่อเป็นการเคลือบลวดลายทั้งหมดให้ติดแน่นกับภาชนะ ซึ่งการ ตกแต่งลักษณะนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของภาชนะเครื่องเขินแบบเชียงใหม่มาตั้งแต่อดีต นอกจากนี้ยังพบว่ามีการตกแต่งภาชนะโดยใช้หอยเบี้ย ติดลงไปบนฐานของภาชนะเครื่องเขินประเภทขัน หรือโอสําหรับกันกระแทก และบ่งบอกถึงฐานะของผู้ใช้ด้วย

บ้านศรีปันครัว อําเภอเมือง

บ้านศรีปันครัว เป็นชุมชนที่มีการผลิตเครื่องเขินอีกแห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่มาตั้งแต่สมัยโบราณ ตามประวัติของชุมชนกล่าวว่า คนในชุมชนนี้มีบรรพบุรุษเป็นชาวไทเขินที่อพยพหนีศึกสงครามมาจากเมืองเชียงตุง เมืองสาด เมืองกาย และเชียงแสน ได้เดินทางเรื่อยมา จนถึงเมืองเชียงใหม่ ปรากฏว่าชาวไทเขินหลายกลุ่มที่อพยพมาด้วยกันนี้ ได้นําเอาเสบียงอาหารและข้าวของเครื่องใช้มารวมกัน ณ บ้านศรีปัน ครัว ตรงบริเวณต้นโพธิ์ในวัดร้าง (ปัจจุบันยังคงปรากฏหลักฐานคือต้นโพธิ์และวัดร้างอยู่กลางหมู่บ้าน) แล้วนํามาแบ่งปันกันก่อนที่จะแยกย้าย ไปตั้งถิ่นฐานกันใหม่ เช่น บ้านนันทาราม บ้านเมืองกาย บ้านเมืองสาด บ้านเมืองวะ บ้านเมืองเลน และบ้านต้นแหน สันป่าตอง เป็นต้น

ส่วนประวัติอีกเรื่องหนึ่งกล่าวว่า แต่เดิมนั้นสถานที่ตั้งบ้านศรีปันครัวนี้เป็นสถานที่ที่มีโจรออกปล้นทรัพย์สินของชาวบ้าน หลังจาก ปล้นแล้วก็จะนําเอาสมบัติและของมีค่าต่างๆ ที่ได้มาแบ่งปันกัน ณ สถานที่ตั้งบ้านศรีปันครัวแห่งนี้ ต่อมาภายหลังเมื่อชาวบ้านได้เข้ามาตั้ง รกรากถิ่นฐานเป็นหมู่บ้านแล้ว จึงตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ้านศรีปันครัว มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งถ้าหากวิเคราะห์แล้วชื่อ “ศรีปันครัว” นั้นประกอบขึ้น จากคําว่า “ศรี” อันหมายถึง ความเป็นสิริมงคล หรือหมายถึง ต้นศรีมหาโพธิ์ และคําว่า “ปัน” ในภาษาล้านนาหมายถึง การแบ่งปัน หรือมอบ ให้ ส่วนคําว่า “ครัว” หมายถึง สิ่งของ ทรัพย์สิน ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจําวัน ดังนั้นชื่อของหมู่บ้านศรีปันครัวนี้ จึงมีความ เกี่ยวข้องกับประวัติของหมู่บ้านทั้งสองเรื่องที่ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ลักษณะของเครื่องเขินที่ผลิตในหมู่บ้านศรีปันครัวนี้ ส่วนมากจะเป็นภาชนะที่ขึ้นรูปทรงของภาชนะด้วยการขดตอกไม้ไผ่ให้เป็นรูป ทรงตามที่ต้องการ เช่น พาน ตะลุ่ม ขันดอก ขันหมาก หีบผ้าใหม่ ขันโตก และขันโอ เป็นต้น แต่เนื่องจากในปัจจุบันวัสดุที่ใช้ในการทําเครื่องเขิน ทั้งรัก และชาดนั้นค่อนข้างหายากและมีราคาสูง ดังนั้นชาวบ้านศรีปันครัวจึงเปลี่ยนมาใช้วัสดุสมัยใหม่ เช่น สีน้ํามันและสีพลาสติกแทน

เครื่องเขินบ้านต้นแหน อําเภอสันป่าตอง

บ้านต้นแหน เป็นอีกหมู่บ้านนึ่งที่มีการผลิตเครื่องเขิน โดยช่างชาวบ้านต้นแหนนี้มีความชํานาญในการการทําเครื่องเขิน ลงรัก และ เขียนชาดเป็นพิเศษ เนื่องจากมีบรรพบุรุษเป็นชาวไทเขินที่ถูกกวาดต้อนมาจากทางเหนือของประเทศพม่า ในสมัยของพระเจ้ากาวิละ

ในอดีตภาชนะเครื่องเขินประเภทขันหมาก ขันดอก และขันโตกหลากหลายรูปแบบที่ชาวบ้านต้นแหนได้ผลิตขึ้นนั้นจัดได้ว่าเป็น สินค้าส่งออกที่สร้างรายได้จํานวนไม่น้อยให้กับชาวบ้าน โดยเครื่องเขินที่ผลิตจากบ้านต้นแหน ถือว่าเป็นเครื่องเขินที่มีคุณภาพดี มีลวดลายที่ สวยงามซึ่งเกิดจากการเขียนลายสีแดงลงบนพื้นผิวสีดําของภาชนะ มีการเติมแต่งด้วยสีทองเพียงเล็กน้อย

เครื่องเขินของบ้านต้นแหนแบบโบราณมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น อยู่ที่ลวดลายประดับตกแต่ง โดยช่างจะนิยมทารักสีดําทับไปบน โครงสร้างที่เป็นเครื่องไม้ ที่อาจทําด้วยไม้ไผ่สานหรือขด หรือเป็นไม้สัก ไม้ขนุน และไม้แดงกลึงก็มี แล้วมีการเขียนลวดลายด้วยชาดสีแดงสด เป็นลวดลายพันธุ์พฤกษาที่มีความงดงาม ซึ่งเกิดจากความชํานาญในการตวัดปลายพู่กันให้เกิดเป็นเส้นโค้งฉวัดเฉวียน บางครั้งมีการปิด ทองคําเปลวเป็นเส้นขอบ หรือเป็นเกสรดอกไม้ที่ต้องการเน้นให้เป็นส่วนสําคัญ หรืออาจจะใช้รงค์ซึ่งมีสีเหลืองเขียนเป็นลายแทนการปิดทองคํา เปลวก็จะมีความงดงามไปอีกแบบหนึ่ง