เครื่องจักสาน
Bamboo Weaving

Wood Carving เครื่องจักสานBamboo Weaving

เครื่องจักสานเป็นงานศิลปหัตถกรรรมอย่างหนึ่ง ที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ เครื่อง ใช้ในชีวิตประจําวัน ด้วยวิธีการสานและสอดขัดกันของวัสดุที่มีลักษณะเป็นเส้น หรือเป็นริ้ว เช่น เส้นตอก และหวาย เป็นต้น ซึ่งแหล่งผลิตเครื่องจักสานที่มีความเก่าแก่และสําคัญมากแห่งหนึ่งของโลกได้แก่ บริเวณ ดินแดนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากได้พบหลักฐานที่เกี่ยวกับการทําเครื่องจักสานของมนุษย์ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักสานในยุคหินใหม่ ที่พบบริเวณถ้ําแห่งหนึ่งในเขตอําเภอ ศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี โดยเครื่องจักสานที่พบนั้นทําด้วยไม้ไผ่ ลักษณะเป็นแบบลายขัดสองเส้น มีอายุประมาณ4,000ปีมาแล้ว1 หรือเครื่องจักสานของมนุษย์ยุคหินในบริเวณแหลมมลายูซึ่งมีลักษณะ เป็นภาชนะที่เรียกว่า"ล่วม"สานด้วยใบไม้กองรวมอยู่กับกลุ่มเครื่องใช้ของผู้ตาย2 ภายในหลุมฝังศพซึ่ง แสดงให้เห็นว่าเครื่องจักสานได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับคติความเชื่อของมนุษย์ นอกเหนือไปจากการทํา ขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจําวัน นอกจากนี้ยังพบหลักฐานประเภทภาชนะดินเผายุคก่อน ประวัติศาสตร์ จากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อําเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี โดยเป็นภาชนะรูปทรง คล้ายอ่างที่มีร่องรอยของเครื่องจักสานประทับอยู่บนผิวด้านนอก นําไปสู่การสันนิษฐานว่า เครื่องปั้นดินเผาในยุคแรกทําขึ้นโดยการไล้ดินเหนียวลงไปภายในเครื่องจักสาน เมื่อดินแห้งและแข็งตัวแล้ว จึงนําไปเผาไฟ ทําให้เครื่องจักสานที่อยู่ด้านนอกไหม้หมดไป คงเหลือแต่ภาชนะดินเผาที่มีร่องรอยของเครื่องจักสานปรากฏอยู่ จากหลักฐานนี้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเชียงรู้จักผลิต ภาชนะเครื่องจักสานใช้ก่อนที่จะรู้จักการผลิตเครื่องปั้นดินเผา

ปัจจัยประการหนึ่งที่ทําให้ประเทศในดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นแหล่งผลิต เครื่องปั้นดินเผาที่สําคัญ ก็เพราะในบริเวณนี้มีสภาพภูมิศาสตร์เหมาะสม อุดมไปด้วยวัตถุดิบจาก ธรรมชาติที่เหมาะสําหรับนํามาทําเป็นเครื่องจักสาน เช่น ไม้ไผ่ ใบตาล ใบมะพร้าว ใบลาน หวาย กก กระจูด และหญ้าบางชนิด เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประเทศในแถบภูมิภาคนี้จะมีการผลิตเครื่อง จักสานสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน และในปัจจุบันก็ยังคงมีการผลิตเครื่องจักสานในประเทศต่างๆ เหล่านี้ ด้วย โดยรูปทรงของเครื่องจักสานที่ทําจากวัตถุดิบธรรมชาติในยุคแรกๆ นั้น จะเป็นภาชนะที่มีรูปทรงและ ลวดลายแบบง่ายๆ ต่อมาจึงได้คิดพัฒนาให้มีรูปทรงที่หลากหลายและมีลวดลายที่ละเอียดประณีตยิ่งขึ้น

นอกจากปัจจัยด้านภูมิศาสตร์แล้ว การที่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่เดิมมี เป็นสังคมเกษตรกรรม ประชากรประกอบอาชีพด้านการเกษตรเป็นหลัก ดังนั้นเครื่องมือเครื่องใช้ที่ เกษตรกรในภูมิภาคนี้ใช้ในการประกอบอาชีพ จึงมีลักษณะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้แบบพื้นบ้านที่ผลิตขึ้นเอง จากวัตถุดิบตามธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งรวมไปถึงการทําเครื่องจักสานด้วยเถา ใบ และต้นไม้ชนิด ต่างๆ และเครื่องจักสานนี้เองที่ถือเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุด

สําหรับเครื่องจักสานพื้นบ้านในภาคเหนือหรือล้านนานั้น ถือได้ว่าเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่มีการ ทําสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว ดังเห็นได้จากภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารของวัดหลายแห่งใน เขตภาคเหนือ ที่มีภาพชาวบ้านใช้เครื่องจักสานในชีวิตประจําวันปรากฏอยู่ เช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหาร ลายคํา วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ แสดงให้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านกําลังนั่งสนทนากันอยู่ ข้างๆ ตัวมี ภาชนะเครื่องจักสานที่เรียกว่า "เปี้ยด" หรือกระบุงวางอยู่ ซึ่งรูปทรงของเปี้ยดที่ปรากฏอยู่ในภาพนั้นไม่ต่าง ไปจากเปี้ยดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนัก แสดงว่าชาวล้านนารู้จักสานเปี้ยดใช้มาแล้วไม่น้อยกว่าร้อยปี ตามอายุ เวลาของภาพจิตรกรรมนั้น นอกจากภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัดพระสิงห์ที่แล้ว ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ของวัดอีกหลายแห่งที่ปรากฏภาพการใช้เครื่องจักสาน เช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดบวกครกหลวง จังหวัด เชียงใหม่ และภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัดภูมินทร์ จังหวัดน่านเป็นต้น

คําว่า "เครื่องจักสาน" นั้นเป็นคําที่เรียกขึ้นตามกรรมวิธีในการผลิตที่ทําให้เกิดเป็นภาชนะ ซึ่งจะ ต้องผ่านกระบวนการที่ประกอบด้วยการ "จัก" คือการนําวัสดุมาทําให้เป็นเส้น เป็นแฉก หรือเป็นริ้ว เพื่อ ความสะดวกในการสาน การจักถือได้ว่าเป็นขั้นตอนแรกของการเตรียมวัสดุในการทําเครื่องจักสาน ลักษณะของการจักโดยทั่วไปนั้นขึ้นอยู่กับวัสดุที่นํามาจักแต่ละชนิด โดยจะมีวิธีการเฉพาะที่แตกต่างกัน ออกไป เช่น วัสดุที่นํามาจักให้เป็นริ้วนั้นเป็นไม้ไผ่ หรือหวาย จะเรียกว่า "ตอก" การจักตอกไม้ไผ่โดยทั่วไป แล้วจะแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ จักตามแนวไม้ไผ่โดยมีผิวไม้เป็นส่วนแบนจะเรียกว่า "ตอกปื้น" ส่วนอีก ลักษณะหนึ่งเรียกว่า "ตอกตะแคง" ตอกชนิดนี้จะจักโดยมีผิวไม้เป็นส่วนสันตอก นอกเหนือจากตอกไม้ไผ่ สองลักษณะนี้แล้ว อาจจะมีตอกที่จักให้เป็นเส้นกลม หรือลักษณะอื่นๆ ตามความต้องการที่จะนําตอกชนิดนั้นๆ ไปใช้ ดังนั้นการจักตอกจึงเป็นขั้นตอนที่สําคัญขั้นตอนแรกในการทําเครื่องจักสาน เพราะลักษณะของ ตอกจะต้องประสานกับลวดลาย และรูปทรงของภาชนะเครื่องจักสานนั้นด้วย เช่น การสานส่วนก้นของ ภาชนะ จะต้องใช้ตอกปื้นแบนๆ เพื่อให้เกิดลายสานที่เป็นแผ่นตามแนวราบ มีความคงทน สามารถวางบน พื้นราบได้ และสะดวกต่อการสร้างรูปทรงของภาชนะส่วนที่อยู่ถัดจากส่วนก้นขึ้นไป หรือตอกสําหรับสาน ส่วนของภาชนะบริเวณที่เป็นคอ หรือส่วนที่คอดจําเป็นจะต้องใช้ตอกเส้นเล็กๆ ที่มีความละเอียด เพื่อความ สะดวกในการสานให้ได้รูปทรงตามต้องการ เป็นต้น

ส่วนการ "สาน" นั้นเป็นขั้นตอนที่สําคัญอีกขั้นตอนหนึ่งของการทําเครื่องจักสาน ถัดจากการจักซึ่ง เป็นการเตรียมวัสดุ การสานนั้นถือได้ว่าเป็นกระบวนการทางความคิดที่สร้างสรรค์ของมนุษย์ ในการนํา วัสดุที่มีอยู่ในธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ ลักษณะของการสานในยุคเริ่มแรกจะเป็นการสานไปตามแนวราบ โดยใช้วัสดุขัดกันไปมาอย่างง่ายๆ ตามแบบที่เรียกกันว่า "ลายขัด" ด้วยการยกขึ้นเส้นหนึ่งและกดลงเส้น หนึ่งให้เกิดการขัดกัน ทําให้วัสดุคงรูปต่อเนื่องกันไปเป็นพื้นที่มากขึ้นตามความต้องการ และจากการสาน ด้วยลายขัดตามแนวราบมนุษย์ก็ได้พัฒนาการสาน เพื่อตอบสนองความต้องการด้านประโยชน์ใช้สอยจึง เกิดเป็นภาชนะขึ้นมา โดยอาจจะสานลายขัดนั้นเข้ากับแม่แบบเพื่อให้เกิดเป็นรูปทรงของภาชนะ แม่แบบ สําหรับสานภาชนะนั้นอาจจะเป็นเปลือกผลไม้ หรือเครื่องปั้นดินเผาก็ได้ และเมื่อมนุษย์คิดค้นวิธีการสาน ภาชนะได้สําเร็จแล้ว ก็ได้พัฒนาลวดลายที่ใช้ในการสานด้วยเช่นกัน เพื่อให้ได้ภาชนะที่มีรูปทรงเหมาะสม กับการใช้สอย และเกิดความสวยงามน่าใช้ยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามการสานที่ปรากฏอยู่บนเครื่องจักสานรูป แบบต่างๆ นั้นมีหลักการในการสานลวดลาย คือ จะต้องใช้การขัดกันเพื่อให้วัสดุที่ใช้สานยึดตัวขัดกัน และ คงรูปอยู่ได้เป็นหลัก ไม่ว่าการสานนั้นจะเป็นลายธรรมดา ลายสอง ลายสาม หรือลายอื่นๆ ก็ตาม ซึ่งวิธีการ สานเครื่องจักสานโดยทั่วไปแล้ว สามารถจําแนกออกเป็นลักษณะใหญ่ๆ ดังนี้

  1. การสานด้วยวิธีสอดขัดกัน
  2. การสานด้วยการสอดขัดกันของเส้นทแยง
  3. การสานด้วยวิธีขดเป็นวง

ลักษณะการสานทั้ง 3 แบบนี้ เป็นวิวัฒนาการของการสานเครื่องจักสาน เพื่อให้เกิดประโยชน์และ เหมาะสมกับชนิดหรือรูปทรงของภาชนะเครื่องจักสาน นอกจากนี้ยังมีลวดลายซึ่งได้ดัดแปลงออกไปเพื่อให้ เกิดความสวยงามมากขึ้นอีกหลายลายด้วยกัน บางครั้งแม้จะลายขัดธรรมดา แต่มีการสานด้วยเส้นตอกที่ ขนาดเล็กกว่าสอดแทรกเข้าไประหว่างลายขัดนั้น เพื่อให้เกิดเป็นลายขัดเล็กๆ ซ้อนอยู่ภายในเป็นการเพิ่ม ลายละเอียดให้มีความสวยงามมากขึ้น เช่น ลายดอกพิกุล เป็นต้น

ขั้นตอนที่สําคัญอีกขั้นตอนหนึ่งของการทําเครื่องจักสาน คือ การถัก ซึ่งการถักนี้ส่วนมากจะ เป็นการเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างภายนอก เช่น ขอบ ขา ปาก หู รวมถึงก้นของภาชนะ และการถักยังทําให้ภาชนะมีความเรียบร้อยสวยงามมากขึ้นด้วย โดยจะใช้วัสดุที่เป็นเส้นอ่อนและยาวพอสมควรมาใช้ สําหรับถัก การถักนี้บางครั้งอาจเรียกว่า "การผูก" ก็ได้ ลักษณะของการถักหรือผูกขอบชองภาชนะโดย ทั่วไป จะมีระเบียบที่เป็นลักษณะเฉพาะของภาชนะแต่ละแบบ เช่นเดียวกับลักษณะของลายถัก เช่น ลาย ถักหัวแมลงวัน หรือลายถักสันปลาช่อน เป็นต้น แม้ว่าการถักจะเป็นขั้นตอนเสริมเพื่อให้เครื่องจักสานมี ความสมบูรณ์และสวยงามมากยิ่งขึ้น แต่การถักก็เป็นกระบวนการที่มีความจําเป็นอย่างขาดไม่ได้ของ เครื่องจักสานหลายๆ ชนิด ไม่ว่าจะเป็นภาชนะหรือเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ถ้าลองสังเกตดูแล้วจะเห็นว่ามีระ บวนการถักเข้าไปเป็นองค์ประกอบร่วมอยู่ด้วยเสมอ

วัตถุดิบที่ใช้ในการทําเครื่องจักสาน

ไม้ไผ่

ไม้ไผ่เป็นไม้สารพัดประโยชน์ที่สามารถนํามาทําเครื่องจักสานได้มากมายหลายรูปแบบ ในแถบ ภาคเหนือของประเทศไทยมีไม้ไผ่อยู่หลายชนิดที่สามารถนํามาทําเป็นเครื่องจักสานได้ โดยไม้ไผ่แต่ละชนิด ก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป และเหมาะกับการใช้ทําเป็นเครื่องจักสานแต่ละประเภท ดังนี้

ไม้ไผ่บง เป็นไม้ไผ่ที่มีลําต้นขนาดใหญ่และไม่ค่อยมีหนาม ขึ้นโดยทั่วไปในเขตภาคเหนือ มักจะใช้ทําเป็นเครื่องจักสานประเภท เปี้ยด บุง ก๋วย ซ้า ซ้าหวด ข้อง ไซ และสุ่ม

ไม้ไผ่หก เป็นไผ่ที่มีลําต้นใหญ่ คือ ใหญ่ถึง 6 นิ้วตามชื่อ ขึ้นอยู่ตามภูเขา ใช้สานเข่ง กระบุง และซ้าได้ดี

ไม้ไผ่เฮี๊ยะ เป็นไม้ไผ่ที่มีปล้องยาว ลําต้นบาง เนื้ออ่อน จึงสามารถลอกเป็นเส้นตอกได้ดี มีความยืดหยุ่น จึงสารถขึ้นรูปทรงของภาชนะได้ง่าย นิยมนํามาสานเป็น แอ็บข้าว ชะลอม กุบ เสื่อ ฝาเรือนและโครงของภาชนะเครื่องเขิน

ไม้ไผ่ซาง เป็นไม้ไผ่ขนาดกลาง ขึ้นอยู่โดยทั่วไป นิยมนํามาสานเป็นก่องข้าว ตะกร้า บุง ซ้า เข่ง แอ่วหรือคุตีข้าว ฝาเรือน และรั้วบ้าน ไม้ไผ่รวก เป็นไผ่ที่มีลําต้นเล็กตั้งตรง ขึ้นอยู่ตามไหล่เขาทั่วไป ใช้ทําเครื่องจักสานสําหรับ จับสัตว์น้ําได้ดี เนื่องจากมีเนื้อที่แข็งและเหนียว นอกจากนี้ยังใช้สานเป็นเข่ง และซ้าขนาดต่างๆ ด้วย

ไม้ไผ่สีสุก เป็นไผ่ที่มีลําต้นสูงใหญ่ ผิวแข็งเรียบเป็นมัน ลําต้นมีสีออกเหลืองจึงเรียกว่า "ไผ่สีสุก" นิยมนํามาทําเป็นเครื่องจักสานเกือบทุกประเภท เช่น เข่ง ก๋วย กระด้ง ตุ้มดักปลา และ ฝาเรือน นอกจากนี้ยังใช้ทําเป็นเสาของเรือนเครื่องผูกได้อีกด้วย

ไม้ป้าง หรือไม้ไผ่ข้าวหลาม เป็นไผ่ที่มีเนื้ออ่อนคล้าบกับไผ่เฮี๊ยะ ลําปล้องยาว ชอบขึ้น ตามริมห้วย นิยมนํามาทําเป็นชะลอม เสื่อ กระเป๋า และหมวก

หวาย

เป็นไม้ประเภทปาล์มเลื้อย ใช้มัดยึดต่อส่วนต่างๆ ของภาชนะ เช่น มัดยึดขาหรือหูเข้ากับตัว ภาชนะ หรือใช้ถักขอบปากภาชนะ เพื่อให้มีความทนทานและสวยงาม

กก

เป็นไม้ล้มลุกคล้ายหญ้า โดยพืชในตระกูลเดียวกับกกที่ชาวภาคเหนือนํามาผลิตเป็นเครื่องจักสาน คือ "ต้นตองขาว" หรือที่ทางแม่ฮ่องสอนเรียกว่า "ต้นจิ๋ง" ที่มีเนื้อบางอ่อนตัวดี ชาวเชียงใหม่ เชียงราย และ แม่ฮ่องสอนนิยมนํามาสานเป็นเสื่อที่เรียกว่า "สาดอ่อน" หรือ “สาดตองขาว"

ต้นแหย่ง

เป็นคล้าชนิดหนึ่งลําต้นตรง มีแขนงเล็กๆแยกออกจากข้อเป็นช่วงๆ ขึ้นได้ดีในที่ลุ่มมีน้ําขัง โดยจะ นําส่วนเปลือกมาสานเสื่อ เรียกว่า “สาดแหย่ง”

ต้นตาล

เป็นพันธุ์ไม้พวกปาล์มขนาดใหญ่ ลำต้นเป็นเสี้ยนสีดำแข็งมาก ใบมีขนาดใหญ่เป็นรูปพัด นิยมนำใบมาสานแอ็บข้าว และใช้เย็บปิดโครงกุบ

ต้นลาน

ต้นลานจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นตรงและแข็ง เนื้อไม้เป็นเส้นใย ไม่มีกิ่ง มีแต่ก้านออกรอบลำต้นเป็นชั้น ๆ มีหนามเป็นฟันเลื่อยสั้น ๆ อยู่สองข้างริมขอบก้านใบ ใบยาวประมาณ 2-3 เมตร ใบใหญ่ มีลักษณะเป็นรูปพัดค่อนข้างกลมคล้ายใบตาล นิยมนำมากรุระหว่างโครงกุบ และเย็บปิดโครงกุบเช่นเดียวกับใบตาล

เครื่องมือที่ใช้ในการทำเครื่องจักสาน

มีด

เป็นเครื่องมือสำหรับแปรรูปวัสดุธรรมชาติมาเป็นวัสดุสำหรับทำเครื่องจักสาน มีดที่ใช้ทั่วไปมักเป็นมีดเหล็กกล้าที่มีเนื้อแกร่งและมีความคมมาก โดยมีดที่ใช้ในการทำเครื่องจักสานมีอยู่ 2 ชนิด คือ

มีดสำหรับใช้ฟันหรือตัดผ่าไม้ มักเป็นมีดที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีสันหนาประมาณ 0.5 – 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 40 เซนติเมตร ใบมีดมีความคมมากแต่ตจะไม่บางนัก เพื่อความคงทนในการตัดท่อนไม้ไผ่ หวาย และอื่นๆ มีดที่ใช้ตัดนี้โดยทั่วไปจะเป็นมีดหัวตัด หรือมีดโต้ ซึ่งมีดชนิดนี้จะใช้ในการทำเครื่องจักสานขั้นตอนแรก คือ ตัดไม้ไผ่ หรือหวายมาจากป่า แล้วตัดเป็นท่อนหรือผ่าเป็นชิ้นสำหรับเตรียมจักเป็นตอกต่อไป

มีดตอก มีดชนิดนี้มีประโยชน์ใช้สอยตามชื่อเรียก คือ เป็นมีดสำหรับใช้จักตอก ใบมีดมีลักษณะเรียวแหลม ปลายและด้ามงอน ส่วนมากตัวมีดจะสั้นกว่าด้าม เพราะส่วนด้ามจะใช้สอดกระชับกับแขนและลำตัวขณะจักตอก มีดชนิดนี้จะมีสันที่ค่อนข้างบาง เพื่อให้มีน้ำหนักเบาและใช้งานได้สะดวก ส่วนปลายมีดที่งอนแหลมก็เพื่อความสะดวกในการจัก เหลา หรือเจาะคว้าน มีดตอกนี้โดยทั่วไปแล้วจะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน จะต่างกันบ้างตรงที่รูปทรงปลีกย่อยเท่านั้น มีดชนิดนี้ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือประจำตัวที่สำคัญของช่างจักสานเลยทีเดียว

เหล็กหมาด หรือเหล็กจี

เป็นเหล็กที่มีปลายแหลม ใช้สำหรับเจาะ งัด หรือแงะ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ

เหล็กหมาดปลายแหลม ส่วนมากจะทำมาจากเหล็กของก้านร่ม หรือซี่รถจักรยาน มีลักษณะเป็นเหล็กปลายแหลมคล้ายเข็ม ความยาวประมาณ 3 นิ้ว มีด้ามจับทรงกลมทำด้วยไม้ ใช้สำหรับแยง ไช และแงะตามรูตอก ใช้ร้อยหวาย ใช้ในการถักขอบภาชนะ รวมถึงใช้ผูกโครงสร้างของเครื่องจักสานด้วย

เหล็กมาดปลายแบน หรือปลายหอกเป็นเหล็กแหลมปลายแบนคล้ายกับปลายลูกศรหรือปลายหอก ความยาวประมาณ 4 – 6 นิ้ว มีด้ามจับรูปทรงกลม เหล็กหมาดชนิดนี้จะใช้สำหรับเจาะขอบของไม้ไผ่ หวาย หรือวัสดุอื่นๆ ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องจักสาน ซึ่งวิธีการเจาะด้วยเหล็กหมาดชนิดนี้ จะใช้มือปั่นที่ด้ามให้ปลายเหล็กหมุนเจาะลงไปในวัตถุ

คีมไม้

เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการทำเครื่องจักสานอีกชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายคีมทั่วไป คือ มีส่วนปากสำหรับหนีบ มีด้ามจับ คีมนี้มักทำด้วยไม้เนื้อแข็งและเหนียว เช่น ไม้ชิงชัน ไม้มะค่า ไม้พะยูง และแก่นไม้ขาม เป็นต้น คีมชนิดนี้จะใช้หนีบขอบปากของเครื่องจักสานเวลาผูกขอบหรือเข้าขอบ เช่น การเข้าขอบกระบุง ขอบเข่ง และขอบคุ เป็นต้น

จะเห็นว่าเครื่องมือทั้ง 3 ชนิดนี้ เป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำเครื่องจักสาน โดยเฉพาะเครื่องจักสานไม้ไผ่ และหวายที่จะขาดไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามยังมีเครื่องมือที่ใช้ในการทำเครื่องจักสานชนิดอื่นอีก เช่น การจักหวายจะต้องมีแผ่นสังกะสี หรืออาจเป็นฝากระป๋องสังกะสีที่เจาะเป็นรูเล็กๆ สำหรับสอดหวายที่ต้องการจักให้เป็นเส้นผ่านเข้าไป ให้ความคมของสังกะสีช่วยขูดขี้หวายออกไป ซึ่งจะเรียกวิธีการนี้ว่า “ชักเลียด” และเรียกเครื่องมือที่เป็นแผ่นสังกะสีว่า “เลียด” และในการทำเครื่องจักสานประเภทย่านลิเภาก็จะใช้เครื่องมือชนิดนี้เช่นเดียวกัน แต่จะเรียกว่า “ชักแป้น” เป็นต้น ซึ่งนอกเหนือไปจากเครื่องมือดังกล่าวมานี้แล้ว อาจจะมีเครื่องมือที่ช่วยให้การทำเครื่องจักสานสะดวกรวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยุ่กับวัสดุแต่ละชนิด แต่เท่าที่ปรากฏทั่วไปการทำเครื่องจักสานจะไม่นิยมใช้เครื่องมืออื่นๆ เข้ามาช่วยมากนัก เพราะหลักใหญ่ของการทำเครื่องจักสานนั้นขึ้นอยู่กับฝีมือ และทักษะของช่างเป็นสำคัญ

ลวดลายสาน

ลวดลายในการสานเครื่องจักสานนั้นเป็นระเบียบอย่างหนึ่งของการขึ้นโครงสร้าง ให้เกิดความต่อเนื่องซ้ำๆกันไป โดยใช้ลักษณะของการขัดกันเพื่อให้มีแรงยึดระหว่างกันจนเกิดเป็นแผ่น เป็นแผง หรือเป็นผนังของเครื่องจักสานตามต้องการ ซึ่งลักษณะของการสร้างลวดลายสามารถจำแนกได้ ดังนี้

ลายขัด

เป็นวิธีการสานแบบพื้นฐานที่เก่าแก่ที่สุด ลักษณะของการขัดเป็นการสร้างแรงยึดระหว่างเส้นตอกด้วยการขัดกันเป็นรูปมุมฉาก ระหว่างแนวตั้งกับแนวนอน ใช้ตอกยืนหรือตอกแนวตั้งสอดขัดกับตอกแนวนอน โดยยกขึ้นเส้นหนึ่งและข่มหรือขัดลงเส้นหนึ่งสลับกันไปอย่างที่เรียกว่า “ลายหนึ่ง” ส่วนทางภาคเหนือจะเรียก “ลายตาน” เป็นลายที่ใช้ประโยชน์ได้มาก เพราะสามารถสานให้มีความถี่ความห่างได้ตามต้องการ หรือมีความเหมาะสมกับสิ่งที่จะสาน และจากลายหนึ่งก็ได้มีการพัฒนาให้เกิดเป็นลายสอง ลายสาม และลายอื่นๆ ที่ยังคงรักษาลักษณะของการสอดและการขัดกันเช่นเดิม แต่ใช้เส้นตอกในแนวตั้งและแนวนอนมากกว่าหนึ่งเส้น สอดขัดกันให้สลับไปสลับมา ซึ่งลายขัดนี้ใช้สานเครื่องจักสานได้หลายชนิด โดยมักจะใช้ร่วมกับลายสานแบบอื่นเพื่อให้เกิดความแข็งแรงและได้รูปทรงตามที่ต้องการ

ลายทแยง

มีลักษณะของการสานคล้ายกับการถัก ส่วนมากจะใช้ตอกปื้นหรือตอกเส้นแบนบาง โครงสร้างของลายทแยงนี้จะเบียดตัวกันสนิทจนเกือบไม่มีช่องว่าง ลักษณะของตอกและวัสดุที่สานจะขัดกันในแนวทแยง ไม่มีเส้นตั้งหรือเส้นนอนเหมือนกับลายขัด จึงสามารถสานเชื่อมต่อกันไปตามความโค้งของภาชนะ หรือสานเป็นแผ่นแล้วนำไปประกอบเข้ากับโครงสร้างอื่นตามรูปทรงที่ต้องการได้ ตัวอย่างของลายประเภทนี้ เช่น ลายตาเข่ง ลายชะลอม ลายเกล็ดเต่า และลายเฉลว เป็นต้น ซึ่งลายทแยงที่เกิดขึ้นจากหลักหรือระเบียบการสานโดยการขัดกันของตอก หรือวัสดุในลักษณะมุมทแยงนี้ สืบเนื่องมาจากความต้องการสร้างลวดลายให้เกิดประโยชน์ที่สอดคล้องกับรูปทรง โครงสร้าง และหน้าที่ใช้สอยของภาชนะแต่ละชนิดนั่นเอง

ลายขดหรือถัก

เป็นการสร้างรูปทรงของภาชนะด้วยการขดตัวของวัสดุขึ้นเป็นชั้นๆ แล้วใช้ตัวกลางเชื่อมถักเข้าไว้ด้วยกันด้วยวิธีการการเย็บ ถัก หรือมัดระหว่างเส้นวัสดุ ซึ่งอาจเป็นวัสดุที่ได้รับการถักเป็นเส้น เป็นริ้ว หรือเป็นเส้นวัสดุธรรมดาๆ ที่ยังไม่ได้ถักก็ได้ ลักษณะของการทำเครื่องจักสานด้วยการขดนี้ อาจเป็นวิธีการทำเครื่องจักสานที่เก่าแก่อีกวิธีหนึ่ง และได้มีการพัฒนาเรื่อยมาตามความต้องการใช้สอย ซึ่งอาจจะมีรูปทรงหรือลวดลายที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ แต่โดยทั่วไปแล้วการเริ่มต้นจะเริ่มจากการขดวัสดุเป็นวงออกมาจากด้านใน ในลักษณะรูปก้นหอยเสมอ โดยการสานแบบขดในการทำเครื่องจักสานมักจะใช้วัสดุจำพวกหวาย ปอ หรือวัสดุอื่นๆที่ไม่สามารถคงรูปอยู่ได้ด้วยตนเอง การสานแบบขดจะช่วยรับน้ำหนักและแรงกดดันได้ดี เพราะโครงสร้างทุกส่วนจะรับน้ำหนักเฉลี่ยได้ทั่วถึงกัน

ลายอิสระ

เป็นลายที่สารขึ้นอย่างอิสระตามความต้องการของผู้สาน ที่ไม่สารถจัดเข้าไปอยู่ในระเบียบลายหรือหลักการสานต่างๆ ดังกล่าวมาแล้วได้ ลายประเภทนี้สามารถสร้างรูปทรง หรือโครงสร้างของสิ่งที่สานขึ้นด้วยกฎเกณฑ์ของตนเอง เป็นระเบียบแบบแผนเฉพาะตัว ซึ่งจัดว่าเป็นลายที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์แบบอิสระ ตามความต้องการใช้สอย โดยใช้วัสดุประเภทต่างๆ เช่น ไม้ไผ่ ใบตาล ใบลาน ใบมะพร้าว หรือใบและเถาของต้นไม้ชนิดอื่นตามแต่จะหาได้

แหล่งผลิตเครื่องจักสานในเชียงใหม่

งานเครื่องจักสาน อำเภอหางดง

การสร้างสรรค์ผลงานหัตถกรรมเครื่องจักสานของช่างในเขตอำเภอหางดง มีพื้นฐานมาจากสังคมเกษตรกรรม ช่างจักสานประกอบอาชีพด้านการเกษตรสืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เมื่อว่างเว้นจากการทำไร่ทำนา ก็ได้เลือกใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างต้นไผ่ หรือวัสดุอื่นๆ มาทำเครื่องจักสาน เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และตอบสนองความต้องการด้านประโยชน์ใช้สอยในครัวเรือน แต่ในปัจจุบันเป็นการผลิตขึ้นเพื่อการค้าเป็นหลัก โดยผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานที่ทำขึ้นในเขตอำเภอหางดง ซึ่งมีลักษณะที่โดดเด่น เช่น

ฝาลายอำ

ฝาลายอำใช้สำหรับเป็นฝาบ้าน โดยมีแหล่งผลิตอยูที่บ้านร้อยจันทร์ ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในการทอฝาลายอำมาเป็นเวลาช้านาน ซึ่งบุคคลแรกที่ริเริ่มการสานฝาลายอำ คือ พ่ออุ้ยปา สิงห์ทอน ต่อมาไดรับสืบทอดการสานโดยพ่อตา มาลา และในปัจจุบันบุคลที่สืบต่อการสานฝาลายอำ คือ ลุงบุญศรี เรือนเหล็ก อายุ 60 ปี โดยมีวัตถุดิบที่ใช้ในการสานคือไม้ไผ่เฮี๊ยะ จากจังหวัดแพร่และพะเยา ซึ่งจะใช้ไม้เฮี๊ยะแก่เพราะมีความทนทาน จากนั้นนำไผ่เฮี๊ยะมาลอกเอาตาไม้ออกให้หมด ผ่าครึ่งและนำมาวางบนเขียง เอาขวานสับให้แตกแล้วจักแยกส่วนผิวและส่วนเนื้อ หรือที่เรียกว่า “เติ๊ง” ออกจากกัน ตัดส่วนหัวและส่วนท้ายให้ได้ขนาดตามต้องการ จากนั้นนำไปตากแดดแล้วนำมาสาน โดยจะเอาไม้ไผ่ที่เตรียมสานมาวางกับพื้น รองด้วยไม้ก่ายสำหรับรองสาน และระหว่างการสานในแต่ละลายจะใช้มีดในการตีให้เส้นตอกแต่ละเส้นเรียงชิดกันสวยงาม ซึ่งลายที่ใช้ในการสานมีดังนี้

สานแบบลายสอง คือ ยก 2 เส้น ข้าม 2 เส้น
สานแบบลายสาม คือ ยก 3 เส้น ข้าม 3 เส้น
สานแบบลายอำ คือ ยก 4 เส้น ข้าม 3 เส้น และยก 3 เส้น ข้าม 2 เส้น

จากนั้นสานให้ได้ขนาดตามต้องการ แล้วจึงม้วนเก็บ โดยในปัจจุบันความนิยมในการใช้ฝาลายอำ ซึ่งเป็นลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เนื่องจากความเชื่อในเรื่องของความหมายของคำว่า “อำ” ที่มีความหมายว่า กั้น จึงเชื่อว่าจะทำให้กีดกั้นการทำมาหากิน หรือสิ่งที่เป็นมงคล จึงไม่นิยมใช้ฝาลายอำ แต่ฝาลายสองและลายสามนั้นได้รับความนิยม เป็นที่ต้องการของตลาด รวมทั้งมีวิธีการสานง่ายกว่าลายอำด้วย

เข่งลำไย

เข่งลำไย เป็นเครื่องจักสานที่ใช้ในการเก็บผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งในอดีตการสานเข่งลำไยเป็นที่นิยมมาก มีการสานเข่งลำไยใช้กันแทบทุกหลังคาเรือน แต่ปัจจุบันเนื่องจากการประกอบอาชีพมีทางเลือกมากขึ้น ประกอบกับมีวัสดุชนิดใหม่เกิดขึ้น จึงทำให้ความนิยมในการใช้และการผลิตเข่งลำไยลดน้อยลงไปมาก ซึ่งที่บ้านท้าวบุญเรือง (ศรีจุม) ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง เหลือบ้านของลุงแก้ว หน่อเมฆ ที่ยังคงมีการผลิตเข่งลำไยเพียงแห่งเดียว และเป็นแห่งสุดท้ายในท้องถิ่น ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการทำคือไม้ไผ่ซางจากจังหวัดลำปาง โดยจะเลื่อยไม้ซางให้มีขนาดความยาวประมาณ 1.5 เมตร แล้วนำมาจักเป็นตอกซ้าง (ตอกเส้นตั้ง) ตอกเกี้ยว (ตอกเส้นนอน) และตอกผิวไผ่เพื่อใช้ทำเป็นขอบปาก จากนั้นนำตอกแห้งไปแช่น้ำ 2 วัน 2 คืน แต่ถ้าเป็นตอกอ่อนไม่ตองแช่น้ำ แล้วจึงนำตอกที่ได้ไปสาน เริ่มจากการสานก้นด้วยตอกซ้าง (ตอกเส้นตั้ง) ขัดกันไปมาแบบลายหนึ่ง (ยก 1 เส้น ลง 1 เส้น) จากนั้นนำมาวางทาบบนแบบพิมพ์ และสานก่อตัวเข่งขึ้นไป 11 ชั้น โดยใช้ตอกเกี้ยว (ตอกเส้นนอน) ขัดกันขึ้นลงกับตอกซ้างเป็นลายแบบธรรมดาจนเสร็จ เก็บปลายตอกให้เรียบร้อยแล้วใช้ตอกกลมเส้นเล็กมัดยึดที่ปากเข่ง 3 จุด เพื่อเพิ่มความแข็งแรงในการใช้งาน

งานเครื่องจักสาน อำเภอสันป่าตอง

อำเภอสันป่าตอง เป็นดินแดนที่ศิลปวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งงานเครื่องจักสานของอำเภอสันป่าตองก็เป็นหนึ่งในงานหัตถกรรมที่มีคุณค่า เพราะการสานเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือนเหล่านี้ เป็นการสืบทอดกรรมวิธีมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งในสมัยก่อนการจักสานเป็นการสานสิ่งของเครื่องใช้เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน และส่งไปขายที่ตลาด เป็นวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย โดยชาวบ้านส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพหลักเป็นเกษตรกร ทำนา ปลูกลำไยและพืชสวนต่างๆ เมื่อว่างจากการทำงานหลัก ก็จะใช้เวลาว่างมาทำเครื่องจักสานสำหรับใช้สอยในชีวิตประจำวัน และยังผลิตเพื่อขายเป็นการหารายได้เสริมด้วย โดยเครื่องจักสานที่พบเป็นจำนวนมาก และเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอสันป่าตอง คือ “ก๋วยกล้า”

ก๋วยกล้า

ป็นภาชนะสำหรับใส่พืชผลทางการเกษตร วัตถุดิบที่ใช้ในการจักสาน คือ ไม้ไผ่สีสุกและไม้ซางดอย ซึ่งสามารถหาได้ในท้องถิ่น อาทิ บ้านดอนแก้ว ตำบลทุ่งสะโตก และบ้านท่าเดื่อ ตำบลบ้านแม เป็นต้น ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการทำเครื่องจักสาน คือ เลื่อยตัด มีดโต้ และมีดเหลา โดยใช้ก๋วยกล้าของเก่าที่สานเสร็จแล้วเป็นแม่พิมพ์ เพื่อนำมาเป็นแบบขึ้นสาน ขั้นตอนในการสารก๋วยกล้านั้นเริ่มจากการสานก้นเป็นสี่เหลี่ยม ใช้ตอกมัดยึดติดกับแม่พิมพ์ จากนั้นสานขึ้นตัวก๋วยด้วย “ลายขัดตาทึบ” และสานต่อด้วย“ลายขัดตาห่าง” จากนั้นสานปากก๋วยด้วยลายขัดตาทึบอีกครั้งเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับตัวก๋วย เก็บขอบปากก๋วยด้วยการพันเกลียวที่ชาวบ้านเรียกว่า “ลายเสือซ่อนเล็บ” จะได้ก๋วยกล้าที่เสร็จสมบูรณ์

ด้วยลักษะวิถีชีวิตของชาวสันป่าตองที่ประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา จำเป็นที่จะต้องมีภาชนะสำหรับใส่พืชผลทางการเกษตรต่างๆ ก๋วยกล้าจึงเป็นภาชนะที่มีความเหมาะสมในการขนย้ายผลผลิตแบบชั่วคราว เพราะมีความแข็งแรง และทนทาน